“มะยงชิด” หนึ่งผลไม้ยอดฮิตหน้าร้อนที่หลายๆคนนิยมรับประทาน ด้วยรสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน เรียกความสดชื่นได้ นอกจากความอร่อยแล้ว ผลไม้ชนิดนี้ยังมีคุณประโยชน์ทางโภชนาการมากมาย หากรับประทานให้ปริมาณที่เหมาะสม
“เดลินิวส์” นำเสนอบทความน่าสนใจจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” เกี่ยวกับประโยชน์ของ “มะยงชิด” ว่าเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ โดยข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย แสดงคุณค่าทางโภชนาการของมะยงชิดปริมาณ 100 กรัม หรือมะยงชิดประมาณ 3-4 ผล ดังนี้
– พลังงาน 62 กิโลแคลอรี
– น้ำ 85 กรัม
– โปรตีน 0.5 กรัม
– ไขมัน 0.3 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 14.2 กรัม
– ใยอาหาร 1.6 กรัม
– เถ้า 0.3 กรัม
– โซเดียม 2 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 137 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
– แคลเซียม 1 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม
– เหล็ก 0.28 มิลลิกรัม
– สังกะสี 0.10 มิลลิกรัม
– ไอโอดีน 1.8 ไมโครกรัม
– เบต้าแคโรทีน 207 ไมโครกรัม
– วิตามินซี 25 มิลลิกรัม
– น้ำตาล 13 กรัม

สรรพคุณของ “มะยงชิด”
1. ต้านอนุมูลอิสระ
มะยงชิดปริมาณ 100 กรัม หรือราวๆ 3-4 ผล มีเบต้าแคโรทีน 207 ไมโครกรัม ซึ่งเบต้าแคโรทีนจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่ได้จากผัก-ผลไม้ที่มีสีส้ม สีเหลือง มะยงชิดจึงมีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระในตัวเอง อีกทั้งเบต้าแคโรทียังมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงด้วย
2. บำรุงสายตา
เบต้าแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ กล่าวคือ เมื่อร่างกายได้รับเบต้าแคโรทีนเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนเบต้าเคโรทีนเป็นวิตามินเอให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และวิตามินเอมีคุณสมบัติช่วยบำรุงสายตา ดังนั้นมะยงชิดที่มีสารตั้งต้นของวิตามินเออยู่จำนวนไม่น้อย จึงมีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตาของเราไปด้วย
3. ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
ในผลมะยงชิดมีวิตามินซีที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดเลือดออกตามไรฟัน และวิตามินซียังมีส่วนช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ไม่เจ็บป่วยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหวัดต่าง ๆ
4. เติมความสดชื่นให้ร่างกาย
มะยงชิดเป็นผลไม้ที่มีเนื้อเยอะ ฉ่ำน้ำ มีรสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ กินแล้วช่วยเติมความสดชื่นให้ร่างกายได้อย่างทันที
5. ช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูก
ในผลมะยงชิดมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระดูก มีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน และโรคกระดูกเสื่อม.



