สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ว่า กองทัพสหรัฐและอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทั่วอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนายพีต เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่สงครามเปิดฉาก เมื่อวันที่ 28 ก.พ. และคร่าชีวิตประชาชนในอิหร่านไปแล้วมากกว่า 1,300 ราย ส่วนในอิสราเอลมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย


ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) ประกาศการตอบโต้ ด้วยการโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล และเป้าหมายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ตลอดจนฐานทัพสหรัฐในภูมิภาค ไออาร์จีซีอ้างว่า การโจมตีรอบนี้ “ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธแบบหลายชั้น ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธชนิดมีอานุภาพทำลายล้างสูงที่สุด” และแบบที่ติดตั้งหัวรบน้ำหนักมหาศาลถึง “1 ตัน”


ทั้งนี้ เป้าหมายทางทหารที่อิหร่านโจมตีในครั้งนี้ รวมถึง เมืองเออร์บิล ในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน ทางตอนเหนือของอิรัก เนื่องจากเป็นสถานที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐ ฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐ ในบาห์เรน ศูนย์บัญชาการทหาร ในกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล และเมืองท่าไฮฟา ทางตอนเหนือของอิสราเอล


ขณะที่กองทัพอิสราเอลรายงานว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้มากกว่า 300 ลูก โดยราวครึ่งหนึ่งติดตั้งหัวรบแบบระเบิดลูกปราย หรือคลัสเตอร์บอมบ์ ที่มีรัศมีทำการราว 6-10 กิโลเมตร.

เครดิตภาพ : AFP, GETTY IMAGES, REUTERS