บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่แพลตฟอร์มไฟฟ้าครบวงจร พร้อมเร่งลงทุนพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีลดคาร์บอน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค
ผลประกอบการปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 3,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73% จากปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 8,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%

‘อิศรา นิโรภาส’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาด ERCOT ของสหรัฐฯ ซึ่งการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นราว 14% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ขณะที่ความต้องการพลังงานจากดาต้าเซ็นเตอร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก และอาจเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปี 2578
บริษัทจึงปรับโครงสร้างธุรกิจสู่กลุ่ม ‘Power+’ เพื่อรองรับดีมานด์พลังงานขนาดใหญ่ในอนาคต พร้อมขยายการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานใหม่ โดยเฉพาะระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า
เดินหน้า BESS เสถียรภาพระบบไฟฟ้า
หนึ่งในทิศทางหลักของ BPP คือการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ Battery Energy Storage System (BESS) เพื่อรองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน
บริษัทได้ลงทุนในโครงการ Megamouth BESS ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กำลังไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570

ในญี่ปุ่น โครงการ Iwate Tono BESS กำลังไฟฟ้า 14.5 เมกะวัตต์ เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2568 ขณะที่โครงการ Aizu และ Tsuno รวมกำลังการผลิตอีก 52 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนา และคาดว่าจะเปิดดำเนินการภายในปี 2571
การขยายพอร์ต BESS ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้า
ขยายโซลาร์-ใช้ชีวมวลลดคาร์บอน
ในส่วนของพลังงานหมุนเวียน บริษัทได้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน เช่น โครงการ Jinhu Qianfeng Solar + BESS ในประเทศจีน ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2569
ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งในจีนได้เริ่มใช้เทคโนโลยี Biomass Co-firing โดยผสมเชื้อเพลิงชีวมวลประมาณ 10% ร่วมกับเชื้อเพลิงหลัก เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้า ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายสิทธิการปล่อยคาร์บอนในจีน (CEAs) มูลค่าประมาณ 130 ล้านบาท
ใช้ CCS ควบคู่พลังงานสะอาดลดคาร์บอน
นอกจากการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนแล้ว ยังเริ่มนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) มาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้า อย่างโครงการ Cotton Cove CCS ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ยประมาณ 32,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
ขณะเดียวกัน กลุ่มบ้านปูยังพัฒนาโซลูชันพลังงานสะอาดในภาคธุรกิจผ่านบริษัท บ้านปู เน็กซ์ เช่น โครงการโซลาร์บนหลังคาในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์
AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ รับเศรษฐกิจดิจิทัล
อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าจับตามอง คือการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งต้องการพลังงานจำนวนมาก โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และระบบ AI บ้านปู เพาเวอร์ จึงวางกลยุทธ์ขยายการลงทุนในตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าแบบครบวงจรที่รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานพื้นฐาน พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า
ซึ่งในญี่ปุ่น บริษัทมียอดขายไฟฟ้ารวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง ให้กับลูกค้าภาครัฐและเอกชนมากกว่า 2,000 ราย ขณะที่ในสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าในตลาด ERCOT ผ่านแพลตฟอร์ม Intercontinental Exchange (ICE)
ยกเครื่องพอร์ตไฟฟ้า สู่โครงสร้าง Power+
ในเชิงโครงสร้างธุรกิจ บริษัทอยู่ระหว่างการควบบริษัทกับบ้านปู โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 ก่อนนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ บ้านปู เพาเวอร์ จะเป็นแกนหลักของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้า หรือ ‘Power+’ ของกลุ่มบ้านปู โดยมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าครบวงจรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ
“การผสานสินทรัพย์ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานพื้นฐาน พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว” อิศรา กล่าว
พร้อมระบุว่า เทคโนโลยีลดคาร์บอนกำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของธุรกิจพลังงานทั่วโลก และเป็นโอกาสในการปรับพอร์ตธุรกิจให้สอดรับกับทิศทางพลังงานยุคใหม่



