เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 17 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแก้ปัญหาพลังงานโดยเฉพาะการพยุงราคาน้ำมันดีเซล ว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องหารือถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ก็ขอให้ทางกระทรวงพลังงานยืนยันว่า เรายังมีน้ำมันใช้อยู่จริงหรือไม่ เพราะเห็นบางปั๊มก็ปิด กระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่า เรายังมีน้ำมันที่ใช้ได้อีก 96 วัน ตัวเลข ณ วันที่ 16  มี.ค.ที่ผ่านมา   ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่บางปั๊มน้ำมันหมด เนื่องจากการขนส่งไม่ทัน รวมถึงปั๊มหลอด หรือปั๊มขนาดเล็กที่ไม่มีบริษัทแม่รวมกันแล้วมี 20,000 แห่งน้ำมันหมด ประชาชนจึงแห่มาเติมปั๊มน้ำมันในเมืองจนเป็นภาพอย่างที่เห็น หรือปั๊มบางแห่งอาจจะขาดน้ำมันเพียงแค่บางตัวเท่านั้น ไม่ใช่ขาดทั้งหมด โดยแนวทางแก้ปัญหาตรงนี้จะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. ในวันเดียวกันนี้ ว่ามาตรการต่อจากนี้เราจะต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อถามถึงมาตรการตรึงราคาน้ำมัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราจะมีการประชุมเย็นวันเดียวกันนี้ ซึ่งแน่นอนบอกได้เลยว่า ในวันที่ 18 มี.ค. เราจะมีการขยับราคา ทั้งน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ซึ่งราคาน้ำมันเบนซินมีการขยับราคามาแล้ว ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนน้ำมันดีเซลจะขยับราคาตั้งแต่เช้าวันที่ 18  มี.ค.นี้ แต่จะขยับกี่สตางค์นั้น โดยจะมีการอั้นราคาไว้ไม่เกินประมาณ 33 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ จะมีการปรับสูตร โดยเราจะมีน้ำมัน E 10 E 20 และ E 85 ซึ่งก็คงเห็นโครงสร้างราคาอยู่แล้วว่าน้ำมัน E 10 ราคาจะสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ในการผสมน้ำมัน B 100 เราจะมีน้ำมันดีเซล B 7, B 10 และ B 20 ซึ่งโครงสร้างราคาจะคล้ายกันกับน้ำมันเบนซิน ซึ่งในส่วนของน้ำมันดีเซล B 20 เราต้องมานั่งดูว่าราคาต้องลบจากราคาน้ำมัน B 7 กี่บาท ดังนั้นเมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้ น้ำมัน B 20 เราอาจจะส่งให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง รวมถึงภาคการเกษตร ตรงนี้ถือเป็นการช่วยภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเราประมาณการว่าน้ำมัน B 20 ต้องลบจากน้ำมัน B 7 ประมาณ 4-5 บาท ซึ่งจะสรุปในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ในเย็นวันเดียวกันนี้

เมื่อถามต่อว่าในส่วนของกองทุนน้ำมันจะต้องมีการกู้เงินหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แน่นอนว่ากองทุนน้ำมันปัจจุบันเราติดลบ 12,000 กว่าล้านบาท ตัวเลข ณ วันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา  ซึ่งก็มีการพูดคุยกันเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยนายกฯ ร่วมประชุมด้วยว่ากองทุนน้ำมันจะใช้เกิน  40,000 ล้านบาทไม่ได้ เราจะต้องหาวิธีการแก้ ถ้าสมมุติว่า นายอนุทิน ได้รับการโหวตเป็นนายกฯ ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ หลังจากนั้นรอโปรดเกล้าฯ และนำเสนอรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ และมีการตรวจสอบประวัติก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ และรอการโปรดเกล้าฯ ครม.ใหม่ ขั้นตอนจากนั้นจะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่และครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ครม.ชุดใหม่จึงจะทำงานได้ ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถเซ็นค้ำประกัน  เนื่องจากการกู้เงินในขณะนี้เท่าที่พูดคุยกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน เราคงอั้นได้แค่ประมาณ 40,000 ล้านบาท แต่ถ้ามากกว่านั้นก็ต้องให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ถ้ารัฐบาลใหม่มาไม่ทันจริงๆ รัฐบาลชุดปัจจุบัน คงจะต้องทำเรื่องไปขอกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นกรณีพิเศษ ถือเป็นกระบวนการที่สุดวิสัยจริงๆ ถ้าไม่ทัน

“ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแน่นอน ขณะนี้เรายังมีน้ำมันนอกอ่าวไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เซ็นสัญญาต่อเรียบร้อยแล้ว และพยายามหาจากแหล่งอื่นมาเพิ่มเติม รวมถึงการเจรจากับประเทศรัสเซียด้วย” นายพิพัฒน์ กล่าว.