วันที่ 17 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ประเมินฉากทัศน์ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง มีผลต่อเศรษฐกิจไทย 3 ฉากทัศน์ โดยถ้าหากสงครามจบได้ใน 1 เดือน เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเล็กน้อย จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 69 จะไม่เกิน 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจากคาดเดิม สศช.ทั้งปี 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นสู่ 1% จากคาดทั้งปีติดลบ -0.3% ถึง 0.7%

นอกจากนี้หากมีความรุนแรงมากขึ้นแต่ไม่ขยายวงกว้าง สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน และส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และบางประเทศเผชิญภาวะสแตกเฟลชั่น (เศรษฐกิจชะลอและเงินเฟ้อพุ่ง) ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งขึ้นสู่ระดับ 1.9% ขณะที่ฉากทัศน์สุดท้าย ถ้ายืดเยื้อเกิน 3 เดือน แม้มีโอกาสเกิดไม่มาก แต่ต้องเฝ้าระวัง โดยราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปีอาจพุ่งเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3%

นายดนุชา กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดคือราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งจะกระทบต้นทุนใน 3 ภาคเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ภาคเกษตร, ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคขนส่ง ทั้งนี้ ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท จะกระทบต่อจีดีพีไทยลดลง 0.02% และยังไม่รวมผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

สำหรับแนวทางกระทรวงพลังงานจะปรับเพดานราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยจะปรับเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ได้ปรับทีเดียว ซึ่งที่ผ่านมาปรับราคาเป็นหลักสตางค์ อย่างไรก็ตามเหตุผลที่ต้องประเมินสถานการณ์เพื่อดูว่ากลุ่มไหนที่จะได้รับผลกระทบจะได้ออกมาตรการช่วยเหลือต่อไป

นายดนุชา กล่าวว่า มาตรการภาครัฐได้ออกมาตรการ 3-4 เรื่อง ได้แก่ การควบคุมราคาสินค้า, มาตรการธงฟ้าลดค่าครองชีพ ช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ, มาตรการดูแลต้นทุน และลดต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยที่จะมีใช้ได้ถึงเดือน พ.ค.นี้ รวมทั้งมาตรการธงเขียว ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งต้องมาดูในรายละเอียดอีกครั้ง และยังขอกระทรวงการต่างประเทศประสานการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซในการส่งออกอาหารไปได้

“ผลกระทบต่อจีดีพีโดยตรง ยังประเมินได้ยาก เพราะเหตุการณ์สงครามยังไม่นิ่ง ไม่รู้เศรษฐกิจโลกจะกระทบอย่างไรบ้าง ซึ่งยอมรับว่าการที่รัฐบาลรักษาการจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน และลดอัตราภาษีสรรพสามิต ทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันในประเทศยังเพียงพอ และขอความร่วมมือประชาชนไม่ตื่นตระหนก เพื่อป้องกันปัญหาการแห่กักตุน ซึ่งอาจกระทบต่อระบบการจัดสรรน้ำมัน”