หลังจาก “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดปัญหา “มะพร้าวน้ำหอม” ราคาตกต่ำแบบผิดปกติ ในหลายพื้นที่ตั้งแต่ โดยปัญหาส่วนหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้คือ มีทุนข้ามชาติ ให้ “นอมินี” มาตั้ง “ล้ง” รับซื้อ แบบครบวงจร จนสามารถกดราคาผลไม้ไทย ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อน กระทั่งตำรวจ ปอศ. เข้าจับกุม “กลุ่มทุนข้ามชาติ” ในพื้นที่ จ.ราชบุรี สวมสิทธิคนไทยเข้าครอบครองธุรกิจเกษตร บิดเบือนราคารับซื้อ จนส่งผลกระทบต่อผลไม้ของไทย ไม่ใช่แค่เพียงมะพร้าาวน้ำหอมเพียงอย่างเดียว ทุเรียน ลำไย ฯลฯ ก็ถูกครอบงำเช่นเดียวกัน ก่อนที่เจ้าของล้งทุเรียนในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร จะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือจัดการแก้ปัญหาของกลุ่มทุนใหญ่จากจีนที่เข้าบุกตลาดทุเรียนส่งออกครบวงจร โดยเกรงว่าจะทำให้เจ้าของล้งคนไทยได้รับความเสียหาย ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 18 มี.ค. นายชลธี นุ่มหนู อดีตนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก และอดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 เปิดเผยกับสื่อมวลชน ถึงสถานการณ์ผลไม้ไทยในปัจจุบันว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่กลุ่มทุนจีนหรือล้งไทย แต่อยู่ที่โครงสร้างการบริหารจัดการและการส่งออกของภาครัฐที่ยังมีข้อบกพร่อง แม้จะมีกฎระเบียบออกมาควบคุมโรงคัดบรรจุมากมาย แต่ที่ผ่านมายังมีการปล่อยปละละเลย โดยเฉพาะกลุ่มทุนเทาที่เข้ามาดำเนินการอย่างไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโรงคัดบรรจุส่วนใหญ่ต้องเข้าสู่ระบบมาตรฐาน ทั้งการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และการขึ้นทะเบียน GACC (ทะเบียนผู้ผลิตสินค้าอาหารส่งออกไปจีน) กับทางการจีนเพื่อการส่งออก ดังนั้นปัญหาที่แท้จริงในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องความผิดกฎหมายของล้ง แต่เป็นเรื่องการดำเนินการของผู้ประกอบการว่ามีการเอาเปรียบหรือกดราคารับซื้อหรือไม่
สำหรับการแก้ปัญหาการกดราคานั้น นายชลธีมองว่า ทางออกที่ดีที่สุด คือ รัฐต้องมีนโยบายส่งเสริมให้มีการเปิดล้งเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการรับซื้อ ยิ่งมีผู้ซื้อมากโอกาสที่เกษตรกรจะถูกกดราคาหรือเกิดการฮั้วราคาก็จะน้อยลง เช่นเดียวกับกรณีของทุเรียนที่มีล้งจำนวนมากทำให้การฮั้วราคาทำได้ยากกว่ามังคุดหรือลำไยที่มีผู้ซื้อในตลาดน้อยกว่า โดยเฉพาะในปีนี้ที่คาดการณ์ว่าผลผลิตทุเรียนเฉพาะภาคตะวันออกจะมีสูงถึง 1.6 ล้านตัน ((รอบแรก) ส่วนรอบสอง เหลือ 1,009,915 ตัน) หากมีจำนวนล้งไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการระบายผลผลิตไม่ทันท่วงที
นอกจากนี้ นายชลธียังได้แสดงความเห็นคัดค้านแนวคิดการสร้างตลาดล้งกลางของภาครัฐ โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น แต่ควรเปลี่ยนมาสนับสนุนและอุดหนุนกลไกสหกรณ์การเกษตรที่มีอยู่แล้ว ให้ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมผลผลิตที่มีคุณภาพแทนล้งกลาง แล้วจึงเชื่อมโยงให้ภาคเอกชนหรือพ่อค้าจีนมารับช่วงต่อ ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรคนกลางและช่วยเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนกว่า
ในด้านสถานการณ์การแข่งขันในตลาดโลก นายชลธี ระบุว่า น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันไทยได้เสียแชมป์การส่งออกทุเรียนในตลาดจีนให้กับเวียดนามไปเรียบร้อยแล้ว โดยเวียดนามสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากเดิม 5% พุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 40% ในปีนี้ เนื่องจากเวียดนามมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้จีนมากกว่าและมีการพัฒนาคุณภาพสินค้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไทยยังคงล่าช้าในการขยายตลาดใหม่ๆ เช่น เกาหลีใต้ อินเดีย หรือตะวันออกกลาง รวมถึงอุตสาหกรรมการแปรรูปที่ยังไม่มีความก้าวหน้าที่ชัดเจน
ท้ายที่สุด นายชลธีเน้นย้ำว่า คุณภาพ คือ หัวใจสำคัญที่จะทำให้ทุเรียนไทยอยู่รอด โดยยกตัวอย่างบทเรียนจากราคามะพร้าวที่ตกต่ำเพราะขาดการดูแลรักษาจนไม่มีคุณภาพ ทำให้ผู้ซื้อไม่ต้องการซื้อในราคาสูง ดังนั้นในส่วนของทุเรียน ภาครัฐต้องจริงจังในการควบคุมคุณภาพและมีบทลงโทษขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่ค้าทุเรียนอ่อน เพราะถือเป็นการบ่อนทำลายชาติ แม้มาตรฐาน GI จะช่วยเรื่องภาพลักษณ์ได้บ้างแต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตมหาศาล ดังนั้นความอยู่รอดของชาวสวนทุเรียนในระยะยาวจึงขึ้นอยู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพควบคู่ไปกับการรักษาตลาดเดิมในจีนและการเร่งหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอย่างจริงจัง



