สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอมเริกา เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประกาศการเพิ่มรายชื่อประเทศ ซึ่งพลเมืองจะต้องวางเงินค้ำประกันการขอวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ B-1/B-2

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กงสุลจะเป็นผู้พิจารณาเรียกเก็บเงินประกันในอัตรา 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 163,475 บาท ) 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 326,950 บาท ) หรือสูงสุด 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 490,425 บาท )


สำหรับ 12 ประเทศใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา คือ กัมพูชา, เอธิโอเปีย, จอร์เจีย, เกรเนดา, เลโซโท, มอริเชียส, มองโกเลีย, โมซัมบิก นิการากัว, ปาปัวนิวกินี, เซเชลส์ และตูนิเซีย มาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. 2569 และทำให้ตอนนี้มีอย่างน้อย 50 ประเทศ ต้องเผชิญกับมาตรการดังกล่าว


อนึ่ง อีก 38 ประเทศซึ่งอยู่ในรายชื่อมาก่อน ได้แก่ แอลจีเรีย, แองโกลา, แอนติกาและบาร์บูดา, บังกลาเทศ, เบนิน, ภูฏาน, บอตสวานา, บุรุนดี, กาบูเวร์ดี สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ( ซีเออาร์ ), โกตดิวัวร์หรือไอวอรีโคสต์, คิวบา, จิบูตี, โดมินิกา, ฟิจิ, กาบอง, แกมเบีย, กินี, กินี-บิสเซา, คีร์กีซสถาน, มาลาวี, มอริเตเนีย,นามิเบีย, เนปาล, ไนจีเรีย, เซาตูเมและปรินซิปี, เซเนกัล, ทาจิกิสถาน, แทนซาเนีย, โตโก, ตองกา, เติร์กเมนิสถาน, ตูวาลู, ยูกันดา, วานูอาตู, เวเนซุเอลา, แซมเบีย และซิมบับเว


ทั้งนี้ เงินจำนวนดังกล่าวจะถูกคืนให้แก่ผู้ถือวีซ่า ต่อเมื่อเดินทางออกจากสหรัฐตามกำหนดเวลา และปฏิบัติตามเงื่อนไขวีซ่าอย่างครบถ้วน หรือในกรณีที่วีซ่าถูกปฏิเสธตั้งแต่ต้น


แม้รัฐบาลสหรัฐมองว่า มาตรการนี้เป็นการสร้าง “แรงจูงใจทางการเงิน” เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติลักลอบพำนักเกินกำหนด โดยเน้นไปยังกลุ่มประเทศที่มีสถิติการอยู่เกินกำหนดสูง

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์และกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่า เงินจำนวนนี้ถือเป็นภาระที่สูงเกินไปสำหรับพลเมืองในประเทศที่มีรายได้น้อย ซึ่งอาจทำให้การขอวีซ่าสหรัฐกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนส่วนใหญ่ แม้เป็นการเดินทางที่ถูกกฎหมายก็ตาม.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES