วันที่ 19 มี.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีวาระสำคัญคือ การพิจารณาเลือกให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ลงคะแนนแบบเปิดเผย

นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี  

นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายว่า พฤติกรรมของนายอนุทินมีหลายประเด็นที่ส่อว่าไม่สุจริต ทั้งการบริหารจัดการและแก้ไขสถานการณ์น้ำมันที่ขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลรักษาการแถลงมาตลอดว่ามีน้ำมันเพียงพอ แต่เหตุการณ์จริงน้ำมันหายได้อย่างไร  นายอนุทิน ในฐานะ รมว.มหาดไทย ได้สร้างมาตรฐานการเมืองไทยที่ไม่อาจยอมรับได้ ก่อนการเลือกตั้งได้ใช้อำนาจโยกย้ายนายอำเภอจำนวนมาก  มองได้ว่านายอนุทินคือตัวการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต

“ผมไม่ได้บอกว่ามีพรรคการเมืองไหนได้ผลดีจากการเลือกตั้งที่มีปัญหาที่สุด แต่ประเด็นของผมคือการโยกย้ายตำแหน่งมโหฬารนั้นยอมรับได้หรือไม่ เป็นมโนธรรมสำนึก  สิ่งที่นายอนุทินทำก่อนการเลือกตั้งต้องไม่ยอมรับให้เป็นมาตรฐานการเมืองไทย  นายอนุทิน ยังมีข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จึงเป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามรัฐธรรมนูญ เพราะปราศจากความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นายรังสิมันต์อภิปราย และว่า หากเป็นไม่ไว้วางใจจะจัดหนักกว่านี้  

“หัวหน้าเท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  อภิปรายว่า พรรคภูมิไทยจะสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมาได้บางส่วน ถ้ากำกับดูแลการจัดการกับคนในของท่านเอง ตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไม่ได้เข้าไปเพื่อที่จะทำธุรกิจการเมือง หรือได้รับผลประโยชน์ตอบแทน มีบุคคลสำคัญที่อาจจะมีส่วนพัวพันกับธุรกิจพลังงานและเกี่ยวข้องกับปัญหาวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นหรือไม่ และมีบุคคลในรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจรับเหมางานก่อสร้างภาครัฐหลายส่วนหรือไม่ ปัญหาที่ผ่านมาเป็นปัญหาที่สะสมมาอยู่เรื่อยๆ แล้วกำลังทำลายความหวังของประชาชน พวกเราไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหนก็ทำประโยชน์ให้กับประเทศได้  ถ้าประชาชนร่วมกันสอดส่อง ตรวจสอบ  

นายอนุทิน ชาญวีรกูล  ผู้ถูกเสนอชื่อให้สภาลงมติ อภิปรายต่อที่ประชุมตอนหนึ่งว่า ให้ความสำคัญต่อทุกเสียง สส.ในฐานะผู้แทนราษฎรอย่างเท่าเทียมกัน  พร้อมรับคำแนะนำ วิจารณ์ ข้อเสนอแนะต่างๆ ไปปฏิบัติ ตนน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คราวเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่  14 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ขอให้ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด การปรึกษาหารือใดๆ ในสภา จะดำเนินไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ และสำเร็จเป็นประโยชน์ประเทศ ประชาชนอย่างแท้จริง   

จากนั้นเข้าสู่กระบวนการโหวตให้ความเห็นชอบ โดยการขานชื่อ สส. เป็นรายบุคคล เรียงตามลำดับอักษร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ เวลา 13.20 น. นายโสภณ ได้แจ้งผลการตรวจนับคะแนน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการดำรงตำแหน่งนายกฯ จากสมาชิกผู้ลงคะแนนทั้งหมด 498 คน ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 สมัยที่ 2 โดยได้คะแนนเสียงสนับสนุน 293 เสียง

นายณัฐพงษ์ ได้คะแนนเสียง 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง  พรรคไทยสร้างไทยเสียงแตก นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด โหวตงดออกเสียง จากที่เคยตกลงเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งในพรรคจะพูดคุยกันต่อไป นายโสภณได้สั่งปิดประชุม ในเวลา 13.21 น. ซึ่งพรรค ปชน.ให้สัมภาษณ์ต่อมาว่า ผิดสัญญาที่จะนำเรื่องพลังงานมาหารือในสภา  

สส. ในสภาขณะนี้ 499 คน ร่วมโหวต มีจำนวน 498 คน นายหรั่ง ธุระผล สส.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ลาป่วย จากการตรวจสอบ คะแนนโหวตนายณัฐพงษ์ 119 เสียง มาจาก สส. พรรค ปชน. 118 เสียง และ 1 เสียง จาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ  หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย  พรรคไทรวมพลัง  6 เสียง แม้จะไม่ถูกเชิญร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ สส.ทั้ง 6 คน ต่างโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี  “กังฟู” วสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ  หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง กล่าวถึง 6 เสียง โหวตหนุนนายอนุทิน ว่า โหวตให้ ไม่ได้มีอะไรแลกเปลี่ยนทางการเมือง แต่โหวตให้แกนนำตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ให้แก้ปัญหาชายแดน

ส่วนคะแนน งดออกเสียง 86 เสียง ประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง  พรรคไทยภักดี 1 เสียง  นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย 1 เสียง รวมถึง 3 เสียง จาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภา คนที่ 1 และ 2 และ 2 เสียงจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คือนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์  

“บิ๊ก” นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย พรรคที่ตกลงร่วมรัฐบาลแล้ว กลับโหวตสวนมติพรรค บอกว่า การเป็นฝ่ายตรวจสอบในเวลานี้จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์มากกว่า  ทำให้นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย แสดงท่าที เมื่อไม่สามารถดำเนินการให้สมาชิกของพรรคปฏิบัติตามมติคณะกรรมการบริหารพรรคได้ ตนขอแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และรักษาการหัวหน้าพรรค และพรรคจะสอบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงมติของนายชัชวาลต่อไป

พบว่า นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 พรรค ปชน. ได้โหวต นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ สวนทางมติของพรรค ปชน.ที่โหวตหัวหน้าเท้ง  ซึ่งนายสุริยายังฝืนมติของพรรค มาเอาหนังสือรับรอง สส.จากสำนักงาน กกต. และมารายงานตัวต่อสภาเป็นคนแรกของพรรค เมื่อวันที่ 2 มี.ค.  ทั้งที่พรรค ปชน.นัดมารายงานตัวพร้อมกันวันที่ 9 มี.ค. แกนนำพรรค ปชน.ได้ตรวจสอบจนทราบแล้วว่าจะมีคนขัดมติพรรคตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.

พรรคยังสืบจนทราบว่า กระบวนการทาบทามเสนอตัวเลขสูงถึง 20 ล้านบาท พร้อมเงินรายเดือนอีกเดือนละ 4 แสนบาท รวมถึงจะอัดงบฯ ลงพื้นที่ให้อีกต่างหาก และทราบว่า ผู้ที่เปิดดีลดูดรอบนี้ เป็น สส.พรรคหนึ่ง ซึ่งในอดีตก็เคยมีพฤติกรรมเป็นงูเห่าเช่นกัน โดยแกนนำพรรค ปชน.เตรียมแถลงถึงมาตรการในการดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป

หัวหน้าเท้งให้สัมภาษณ์ว่า  มองว่าการโหวตสวนในครั้งนี้มีผลประโยชน์อื่น ส่วนตัวไม่เห็นความจําเป็นใดๆ ในตอนนี้ ในสถานการณ์การเมืองที่รัฐบาลเองมีเสถียรภาพ นอกเหนือจากเป้าหมายในการพยายามมุ่งทําลายล้างความเชื่อมั่นของพวกเรา พรรค ปชน.จะดำเนินการทางวินัยอย่างเต็มที่ อยากชวนให้สังคมตั้งคําถาม ว่าการซื้อแบบนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่  พวกเราคงต้องหาทางออกร่วมกัน เช่น การแก้ไขระบบการเมือง โดยการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่สังคมมองว่า ปัญหามาจากการคัดเลือกผู้สมัคร จึงพุ่งเป้าไปที่ “เลขาติ่ง” ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ปชน. นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เขาได้ยื่นหนังสือลาออกกับตนนานแล้ว แต่ปฏิเสธไว้ก่อนเพราะอยากให้ช่วยกันรักษาหน้าที่ให้ดีที่สุดในช่วงนี้ จนกว่าจะมีการประชุมใหญ่พรรคในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ จะเป็นความบกพร่องของกระบวนการสรรหาหรือไม่นั้น เห็นว่าต้องตั้งคําถามกับคนที่ซื้องูเห่ามากกว่า  เพิ่งโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จ รัฐบาลชุดใหม่กำลังเข้ามาทําหน้าที่ แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลเองที่กําลังทําสิ่งแบบนี้  ขอเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันเรียกร้องระบบการเมืองที่ดีขึ้น

“อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจะทําให้เกิดความชัดเจน คือฝ่ายค้านเป็นฝ่ายค้านจริง ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นคือภายหลังมี ครม.เข้ามาทำงาน มีการใช้กลไกกรรมาธิการ (กมธ.) รวมถึงการอภิปรายทั่วไปหรือไม่ไว้วางใจ  เป็นตัวตัดสินว่าตกลงคุณเป็นฝ่ายค้านจริงหรือไม่ แม้คุณไม่ได้โหวตสวนหรือโหวตสนับสนุน แต่อาจจะรับประโยชน์ในเบื้องหลัง แต่ไม่ได้ตรวจสอบรัฐบาลเลย  ผมก็คิดว่าไม่ได้เรียกว่าเป็นฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่อย่างถูกต้องเช่นเดียวกัน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการปรับโครงสร้างและเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใหม่ของพรรค ปชน. ช่วงเดือน เม.ย. โดยแหล่งข่าวภายในพรรคยืนยันว่า “อาจารย์ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค จะขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทนนายณัฐพงษ์ และนายณัฐพงษ์จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค.

“ทีมข่าวการเมือง”