เมื่อวันที่ 20 มี.ค. นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความผันผวนด้านพลังงานจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากแหล่งพลังงานภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม ปัจจุบันประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคขนส่ง หากเกิดวิกฤติด้านอุปทานจากตะวันออกกลาง ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ไบโอดีเซลเป็นพลังงานทางเลือกที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

นางรัดเกล้า กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมัน ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือน มี.ค.- เม.ย. 2569 ประกอบกับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่อยู่ในระดับประมาณ 300,000 ตัน และราคาตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 34-35 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนว่าประเทศไทยมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่การส่งออกยังขึ้นอยู่กับภาวะตลาดโลก ในสถานการณ์เช่นนี้ การนำปาล์มน้ำมันมาใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไบโอดีเซล จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้ดีกว่าการพึ่งพาการส่งออก และยังเป็นการเก็บสำรองน้ำมันปิโตรเลียมไว้ใช้ในยามจำเป็น

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบประมาณ 3.6 ล้านตันต่อปี โดยมีการส่งออกมากกว่า 1.2 ล้านตัน ทำให้ต้องพึ่งพาตลาดโลกในการดูดซับ ขณะที่กำลังการผลิตไบโอดีเซลของประเทศอยู่ที่ประมาณ 11-12 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการใช้จริงสำหรับน้ำมัน B5 ประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน

ด้านนายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว่า ตนมีความกังวลต่อผลกระทบเชิงโครงสร้างหากประเทศไทยต้องเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยน้ำมันดิบไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง แต่คือวัตถุดิบต้นน้ำหลักในโรงกลั่นเพื่อผลิต “แนฟทา” และสารกลุ่มอะโรเมติกส์ที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน หากกระบวนการนี้ชะงักลง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องมหาศาล ทั้งกลุ่มยานยนต์ที่ต้องใช้ชิ้นส่วนพลาสติกน้ำหนักเบา กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษในแผงวงจรและฉนวนสายไฟ ตลอดจนวัสดุก่อสร้างและสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหารไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

“ปัจจุบันเราเริ่มเห็นสัญญาณเตือนจากการปรับราคาสินค้าใกล้ตัว เช่น ถุงร้อนใส่อาหาร ซึ่งหากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มีมูลค่ารายได้ 836,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ประเทศต้องหยุดชะงัก จะส่งผลร้ายแรงต่อแรงงานกว่า 414,000 คน ในห่วงโซ่การผลิต และกระทบมูลค่าการส่งออกเคมีภัณฑ์กว่า 486,000 ล้านบาททันที” นายจิรวัฒน์ กล่าว

นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายชัดเจนในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อเป็นทางรอดและโอกาสใหม่ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านกลไกการยกระดับสู่ Bio-refinery ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรที่มีศักยภาพของไทย อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์ม เพื่อผลิตเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ โดยกลไกนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรได้มากกว่า 40 เท่า ควบคู่กับการขับเคลื่อน เศรษฐกิจหมุนเวียน สนับสนุนการรีไซเคิลพลาสติกกลับมาใช้ใหม่และการรีไซเคิลทางเคมี (Chemical Recycling) เพื่อเปลี่ยนขยะที่รีไซเคิลยาก ให้กลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นและพลังงานในโรงงานปิโตรเคมีอีกครั้ง

“โอกาสในการเปลี่ยนผ่านมาถึงแล้ว เราต้องกล้าเปลี่ยนโครงสร้างจากการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบ สู่การสร้างนวัตกรรมจากฐานเกษตรกรรมของเราเอง เพื่อสร้างการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม” นายจิรวัฒน์ กล่าว