จากกรณี น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่นในสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้  จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างประเทศ อาทิ UKHSA และ ECDC พบว่า การระบาดในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศมีลักษณะเกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ข้อมูล ณ วันที่ 18 มี.ค. 2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 ราย (ยืนยันแล้ว 9 ราย) และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 69 “เดลินิวส์ออนไลน์” จะพาทุกคนมาทำความรู้จัก “โรคไข้กาฬหลังแอ่น” ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงที่เกิดจากแบคทีเรีย โดยโรคนี้สามารถทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

สำหรับ “โรคไข้กาฬหลังแอ่น” เป็นโรคที่รู้จักกันมานาน มีชื่อทางการแพทย์ว่า “Meningococcemia” (การติดเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นในเลือด) หรือ Meningococcal meningitis (เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitides ซึ่งเป็นเชื้อกรัมลบรูปทรงกลมจำพวกเดียวกับเชื้อหนองในแท้ หรือ “Neisseria gonorrheae” แต่ไม่ทำให้เกิดกามโรคและมีความรุนแรงในการก่อโรคมากกว่า มีอัตราการตายสูงกว่า 

อีกทั้ง เชื้อโรคไข้กาฬหลังแอ่น สามารถพบอยู่ในลำคอของคนปกติส่วนน้อยได้ โดยไม่เกิดโรคขึ้น เรียกว่า การเป็นพาหะของเชื้อ เชื้อสามารถถ่ายทอดได้โดยทางเดินหายใจ ผ่านการไอ, จาม, เสมหะ น้ำมูก น้ำลายไปสู่ผู้ใกล้ชิด ผู้ที่มีปัจจัยภายในตนเองผิดปกติบางอย่าง เช่น ร่างกายไม่สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคนี้ หรือ เชื้อสามารถเล็ดลอดเข้าสู่กระแสโลหิต หรือระบบประสาทส่วนกลางได้ จึงก่อให้เกิดโรคขึ้น 

นอกจากนี้ ระยะฟักตัวของโรค
ระยะฟักตัวของโรคไข้กาฬหลังแอ่นประมาณ 2-10 วัน (ส่วนใหญ่อยู่ที่ 3-4 วัน) และอาการสามารถรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

การติดต่อของโรค สามารถติดต่อได้ผ่านการไอ, จาม และการสัมผัสกับสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น
-น้ำลาย
-เสมหะ
-น้ำมูก

โดยอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด คือ มีไข้สูง เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และสามารถก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงได้แก่
-เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาการไข้สูง คอแข็ง อาเจียน ปวดศีรษะรุนแรง ซึมลง หมดสติ
-ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด มีอาการไข้สูง ผื่นจ้ำเลือด มือเท้าเย็น สามารถนำไปสู่ภาวะช็อก และอวัยวะล้มเหลวได้
-ในเด็กเล็กจะมีอาการร้องไห้ผิดปกติ ซึมลง และไม่ยอมกินอาหาร

โดยผลกระทบรุนแรง
โรคสามารถลุกลามได้ไว อาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการเสียชีวิตที่ 10-15% 1 ใน 5 ของผู้รอดชีวิตอาจเผชิญกับความพิการหรือผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว
-สูญเสียแขนหรือขา จากการติดเชื้อรุนแรง
-สูญเสียความสามารถในการเรียนรู้และจดจำ จากความเสียหายของสมอง
-สูญเสียการได้ยิน
-อาการอื่นๆ เช่น โรคลมชัก ปัญหาทางพฤติกรรม

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้กาฬหลังแอ่น
เด็กตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ วัยรุ่น ใช้ชีวิตในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น หอพัก มหาวิทยาลัย ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่ไม่มีม้าม ผู้ป่วย HIV

การป้องกัน
วิธีการป้องกัน/ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และลดการอยู่ในสถานที่แออัด โดยอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรคคือวัคซีนโรคไข้กาฬหลังแอ่น ซึ่งวัคซีนโรคไข้กาฬหลังแอ่น มี 2 ชนิด

ขอบคุณข้อมูล : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, samitivejchonburi และโรงพยาบาลวิภาราม