หลังจากที่ “เอฟ นครนายก” หรือ เทพไชยา อุ่นหนู นักสอยคิวชาวไทย ทำผลงานสะท้านโลกเอาชนะ รอนนี โอซุลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัย 10-7 เฟรม โดยยังสามารถทำแม็กซิมั่มเบรก 147 แต้ม คว้าแชมป์ รายการ “เวิลด์ โอเพ่น 2026” เมืองอวี่ซาน ประเทศจีน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงสถานะกีฬาสนุกเกอร์ในกฎหมายไทย

นนท์ ระบุว่า เมื่อเดือน ก.พ. 2567 ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ สส.พรรคก้าวไกล เคยหยิบยกประเด็นเรื่องสนุกเกอร์ขึ้นหารือ และทำหนังสือสอบถามไปยัง รมว.มหาดไทย เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนสถานะของกีฬาชนิดนี้ในทางกฎหมาย

“คำตอบกลับมาเป็นไปตามตัวบทกฎหมายปัจจุบัน กล่าวคือ สนุกเกอร์ยังถูกจัดให้เป็น “การพนัน” ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย และหากจะเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าว จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขในระดับพระราชบัญญัติ แม้คำตอบนี้จะถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในเชิงนโยบายสาธารณะ กลับสะท้อนปัญหาสำคัญว่า กฎหมายของเรายังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของสังคมในปัจจุบัน”

“ประเทศไทยเพิ่งมีนักกีฬาสนุกเกอร์ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น ‘เอฟวัน เทพไชยา อุ่นหนู’ ที่คว้าแชมป์รายการระดับเวิลด์แรงกิง หรือ ‘มิ้งค์ สระบุรี’ ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย ที่เคยคว้าแชมป์โลกและก้าวขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกในประเภทหญิง รวมถึงนักกีฬารุ่นบุกเบิกอย่าง ‘ต๋อง ศิษย์ฉ่อย’ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทั้งประเทศ”

“ข้อเท็จจริงเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สนุกเกอร์เป็น ‘กีฬาอาชีพ’ ที่ใช้ทักษะขั้นสูง ไม่ใช่กิจกรรมที่พึ่งพาโชคหรือการเสี่ยงดวง สนุกเกอร์ต้องอาศัยสมาธิ การวางแผน การคำนวณ และความแม่นยำ นักกีฬาต้องผ่านการฝึกฝนอย่างยาวนานกว่าจะพัฒนาไปสู่ระดับอาชีพได้ การจัดให้กีฬาลักษณะนี้อยู่ในหมวดเดียวกับการพนัน จึงเป็นการจัดประเภทที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของกิจกรรม และไม่ทันต่อบริบทของโลกปัจจุบัน”

“ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์ แต่ส่งผลเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ใน 2 ประเด็น คือ ประการแรก การที่สนุกเกอร์ยังถูกจัดเป็นการพนัน ทำให้การเข้าถึงของเยาวชนถูกจำกัด การพัฒนานักกีฬาจึงไม่ต่อเนื่องและไม่สามารถสร้างระบบรองรับได้อย่างเต็มที่”

“ประการที่สอง เมื่อกฎหมายไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ย่อมเปิดช่องให้เกิด “พื้นที่สีเทา” ผู้ประกอบการต้องดำเนินกิจการภายใต้ความไม่แน่นอนของการบังคับใช้กฎหมาย และในบางกรณี นำไปสู่ต้นทุนที่ไม่ควรมี รวมถึงการจ่ายเงินนอกระบบ เงินที่ควรถูกนำไปพัฒนากีฬา พัฒนาสถานที่ และสนับสนุนนักกีฬา กลับไหลออกไปในระบบที่ตรวจสอบไม่ได้ ซึ่งไม่เพียงแต่บั่นทอนศักยภาพของวงการกีฬา แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย”

“นอกจากนี้ แม้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีบทบาทในการส่งเสริมกีฬา และมีความพยายามออกมาตรการสนับสนุน เช่น การรับรองสถานที่เป็นศูนย์ฝึก แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง เนื่องจากต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่กฎหมายซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย”

“ในฐานะผู้แทนราษฎร ผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐควรเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติการพนันอย่างจริงจัง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสนุกเกอร์ เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความเป็นจริง และส่งเสริมการพัฒนากีฬาในระยะยาว”

การปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อเปิดช่องให้เกิดปัญหาใหม่ แต่เพื่อแก้ไขข้อจำกัดเดิม และยกระดับศักยภาพของนักกีฬาไทยในเวทีโลก ในวันที่นักกีฬาไทยสามารถคว้าแชมป์โลกได้ กฎหมายไทยก็ควรไปให้ทัน “สนุกเกอร์” ควรถูกมองในฐานะกีฬา “ไม่ใช่การพนัน”