วันที่ 24 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล การแถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 32.94 บาทต่อลิตร ทางกระทรวงพาณิชย์ ตระหนักถึงต้นทุนประชาชนและผู้ประกอบการ ทั้งด้านราคาพลังงานและวัตถุดิบ โดยกระทรวงพาณิชย์ติดตามร่วมกับค้าส่งค้าปลีกถ้ายังมีสต๊อกเดิม จะไม่มีเหตุจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้า แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับผู้ประกอบการ โมเดิร์นเทรด ค้าส่งค้าปลีก และสมาคมการค้าทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สมาคมค้าปลีกไทย, สมาคมค้าส่งค้าปลีกไทย ได้มี โครงการไทยช่วยไทย จัดหาสินค้าจำเป็นรูปแบบเฮาส์แบรนด์ และไฟต์ติ้งแบรนด์ เพื่อเพิ่มทางเลือก โดยเป็นสินค้าอุปโภค เช่น สินค้าจำเป็น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง น้ำมันพืช สบู่ แชมพู จะเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ เป็นการตรึงราคาสินค้าให้ประชาชน
ขณะเดียวกันในวันที่ 25 มี.ค.นี้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) จะประชุม เพิ่มจำนวนรายการสินค้าควบคุม เช่น เม็ดพลาสติก น้ำมันบรรจุขวด และปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น การแจ้งเปลี่ยนราคา ต้องมาขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา เป็นสินค้าที่มีความใกล้ชิดประชาชน เช่น กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ จะเสนอเข้า กกร. ที่มีนางศุภจี เป็นประธาน
“นอกจากมาตรการกฎหมาย และโครงการไทยช่วยไทยแล้ว ยังเตรียมจัดกิจกรรมกระจายสินค้าเพื่อให้ประชาชนประหยัด เป็น มาตรการธงฟ้าราคาประหยัด ในช่วงเดือน มี.ค.-ส.ค.นี้ ส่วน มาตรการธงเขียวพลัส ลดภาระเกษตรกร มีในเดือน พ.ค.-ก.ค. ลดค่าปุ๋ย เป็นช่วงที่ใช้ปุ๋ยนาปี ข้าวโพด มัน ปาล์ม เป็นต้น”
นายกรนิจ กล่าวว่า ในเรื่องกำกับดูแลราคาสินค้า กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่พบว่ามีการปรับขึ้นราคาบางส่วน เนื้อสัตว์ปรับตามต้นทุนและสภาพอากาศ ส่วนผักทรงตัว บรรจุภัณฑ์พลาสติกปรับตัวสูง โดยลงพื้นที่ช่วง 1 เดือนกระทำผิดแล้ว 13 ราย ใน 9 จังหวัดเพราะไม่ปิดป้าย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการร่วมกับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด เพื่อติดตามภาวะสินค้าและบริการต่อไป



