สวมหัวใจนักสู้กลับมายืนหน้าสื่ออีกครั้งจ้า สำหรับอดีตนักร้องหนุ่ม “เชน-ธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์” ที่พักหลังซุ่มเงียบตั้งหน้าตั้งตาไลฟ์ขายของแบบหามรุ่งหามค่ำเคียงข้างภรรยาสาวสวย “เจมส์ กณิการ์” จนกลายเป็นขวัญใจชาวโซเชียล และได้รับฉายาจากแดนดินมังกรว่า “ไท่กั๋วฟูฟู่” หรือคู่รักนักไลฟ์ตัวจริง
ล่าสุดในงานประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ “TikTok Shop Awards 2026” หนุ่มเชนปรากฏตัวด้วยรอยยิ้ม แต่ก็ยอมรับแบบแมนๆ ว่าแอบมีอาการ “แพนิค” และประหม่าไม่น้อย เพราะภาพสุดท้ายที่เจ้าตัวได้ยืนต่อหน้ากองทัพสื่อมวลชน คือเหตุการณ์หน้ากองปราบฯ เมื่อ 15 เดือนก่อน ซึ่งถือเป็นบาดแผลในใจที่ทำให้เขาหายไปจากสังคมภายนอก เพื่อก้มหน้าก้มตาอยู่หน้ากล้องไลฟ์สดเพียงอย่างเดียวจนเกือบลืมวิธีการสื่อสารกับผู้คนไปแล้ว โดยหนุ่มเชน เปิดใจว่า “ชีวิตตอนนี้ก็ไลฟ์ทั้งวันทั้งคืน แต่วันนี้เกร็งนะ ภาพสุดท้ายที่เจอพี่ๆ นักข่าวคือ หน้ากองปราบฯ (หัวเราะ) วันนี้เปลี่ยนฟีล แพนิคนิดหนึ่งนะ ก็ดีใจที่ได้เจอพี่ๆ นะครับ ทุกวันนี้ก็ไลฟ์ทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่เช้า ภาพวันนั้นมันเป็นบาดแผลในใจ มันก็เหมือนเราหายไปเลยครับ ก็อยู่แต่ในกล้อง คือวันนี้ก็เหมือนติ๊กต็อก เขาก็ประกอบร่างเราเสร็จ แล้ว ก็พามายืนตรงนี้ได้ 15 เดือน โดยประมาณครับ
เหมือนชีวิตมันเปลี่ยนไปครับ เพราะว่าเหมือนเมื่อก่อนเราเดินไปไหน เราก็ยังเป็นเหมือนน้องเชน Nice 2 Meet U, เชน อมาโด้ แต่ 15 เดือนนี้เราไม่ได้คุยกับใครเลย เราคุยแต่กับกล้อง แล้วก็ขายของอย่างเดียว ก็ดีใจที่ได้เจอทุกคน แล้วก็รู้สึกมีพลัง รู้สึกแววตาค่อยกลับมาเป็นมนุษย์ขึ้นมา คือ 15 เดือนที่ผ่านมา มันมีกิจวัตรแค่ลุกขึ้นมาแล้วก็สู้ แล้วก็กินข้าวในกล้อง มันเลยแป๊บเดียวเลย 15 เดือนแล้ว”
“ก็ยังแก้ปัญหาทุกวันครับ แต่ว่าอย่างที่บอกว่าก่อนหน้านั้นเราได้แก้ปัญหาไปสัก 3-4 ปีแล้ว มันก็ใกล้จะเข้าที่ขึ้นเรื่อยๆ แต่หมายถึงว่าหนี้ก้อนใหญ่ๆ ก็จะถูกจัดสรรไป 3 ปี 6 ปี ผมก็รอวันที่มันหาเงินได้มากกว่าเงินที่ต้องจ่าย ที่เกลี่ยเอาไว้ครับ ก็จะได้เผื่อกลับมาใช้ชีวิตปกติขึ้นบ้าง จริงๆ ปีที่แล้วเคลียร์ได้แย่กว่า 3 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าปีที่แล้วเราอยู่ในยุคที่เหมือนเรามีข่าว มีอะไร มันก็ทำมาหากินลำบากนิดหนึ่งครับ แต่ว่าก็ได้ออนไลน์ที่ช่วยไว้เยอะ เหมือนปีที่แล้วลดไป 20-30 ล้านเองครับ จาก 600 ก็เหลือ 500 ปลายๆ ก็สู้กันอยู่ คือพอมันเปลี่ยนเป็นโลกออนไลน์ มันเปลี่ยนจริงๆ มันไม่ได้เจอใครเลย เหมือนลืมการใช้ชีวิตไป แล้วก็ลืมการพูดคุยกับคนไป ตะกี้นี้ก็เหมือนเจอหลายๆ คนครั้งแรก ผมก็เฮ้ย เหมือนมันหายไป ดีใจครับ ดีใจ”

เจมส์ เผยว่า “ก็เต็มที่ เราก็อยู่ข้างๆ เขา แต่จริงๆ คือเราก็รับรู้เรื่องราวด้วยกันมาโดยตลอดอะไร วันนี้ก็คือต้องขอบคุณติ๊กต็อกแหละ ที่ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ทำให้เราได้มีโอกาสในการที่จะไปต่อได้ คือถ้าไม่มีติ๊กต็อก วันนี้เราก็ยังไม่รู้นะว่าจะแก้ปัญหายังไง วันนี้ก็ยังอยู่ในการแก้ไขปัญหาอยู่ คือจริงๆ ด้วยการที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่จะมีเรื่องราวอะไรต่างๆ มันก็ถูกแก้ปัญหามาแล้ว แต่ว่าเนื่องจากพอมันมีข่าวขึ้นมา มันเลยอาจจะทำให้ระยะเวลาในการแก้ปัญหา มันถูกยืดเยื้อออกไป มันก็เลยอาจจะมีแสงสว่างแหละ แต่ว่ามันอาจจะดูว่าระยะเวลาในการที่ปัญหานั้นมันจะจบ มันนานหรือว่ามันจะเร็วขึ้น”

เชน เผยต่อว่า “ลูกๆ ก็ปกติดีครับ 2 คนโตก็เรียนปกติครับ แล้วก็ฝาแฝดก็กำลังหาโรงเรียนใหม่อยู่ ที่ประหยัดเงินขึ้น แพลนเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย คือเด็ก 2 คนโต มีคนมาช่วยดูแล เป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ยื่นมือมาช่วย รับเป็นบุตรบุญธรรมไหมก็ไม่ครับ ก็ช่วยค่าใช้จ่าย แต่ว่าฝาแฝดเนี่ย ก็พยายามหาโรงเรียนที่เรามีเงินที่จะจ่ายไหวครับ เขาเห็นวิกฤติเราเลยเข้ามาช่วยตรงนี้ ก็ขอไม่พูดถึงแล้วกัน แต่เอาเป็นว่าเขาไม่ประสงค์ออกนาม แล้วก็อยากจะช่วยให้ลูกเรียนจบ”
เจมส์ “แค่ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่วิกฤติไป แต่ว่าไม่ได้หมายความว่า เฮ้ย เราจะไม่คืนเขานะ แต่คือเขาอยากให้น้องได้รับโอกาสในสิ่งที่น้องควรจะได้”

เชน “แพลนปลดหนี้คือจริงๆ ปีนี้ผมว่าอาจจะมีความหวังมากขึ้น เพราะว่าเราเริ่มกลับมาแข็งแรงแล้ว เหมือนปีที่แล้วเรามึนไปนิดหนึ่งนะ ผมว่าปีนี้อาจจะเป็นน้ำเป็นเนื้อมากขึ้น แล้วก็จริงๆ ผมว่าทางเจ้าหนี้ทุกท่านก็คงเห็น ว่าเราทำอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ทำอย่างสุดความสามารถ คือตอนนี้มันมีชอยส์ ว่าถ้าเกิดโชคดี ก็ 3 ปี เหมือนที่คิดไว้ แต่ถ้าโชคไม่ดีก็ 6-7 ปีครับ เรื่องส่งลูกเรียนนานาชาติ 5 คน คือผมว่าจุดนี้มันยังมีความเข้าใจผิดอยู่ คือตอนที่เป็นข่าวเนี่ย น้องฝาแฝดทั้ง 3 คน ยังไม่ได้เข้าเรียน แต่ตอนนั้นเพจโพสต์ว่าลูกเข้าเรียนนานาชาติทั้ง 5 คน ซึ่งลูกผมตอนนั้นยังขวบครึ่ง ยังยืนไม่ได้ เดินแบบตั้งไข่อยู่ แต่เราไม่ได้ออกมาแก้ข่าวหรือว่าอะไร เพราะเราวิกฤติอยู่ครับ แต่ว่าตัวน้องแฝดก็คือกำลังจะเริ่มเข้าโรงเรียนที่เป็นอนุบาล 1 แล้วก็เลยมองหาโรงเรียนที่เราจ่ายไหว ด้วยค่าแรงเรา หรืออะไรที่ไม่กระทบกับแผนการใช้หนี้”
“จริงๆ ถ้าตอบแบบไม่โกหก ก็รู้สึกว่าเราต้องปรับตัวแหละ เพราะเราก็มีความฝันว่าเราก็อยากให้ลูกเราเต็มที่ แต่วันนี้ด้วยสถานการณ์ ด้วยอะไร เราก็ต้องดูความเหมาะสม ส่วนน้องๆ เขายังเด็กมากเลยครับ เขา 3 ขวบ ยังไม่รู้อะไรเลย ยังอะไรก็ได้อยู่เลยครับ โตไปเขามีคำถาม เรามีคำตอบให้เขาได้ ก็คงมีคำตอบได้ แต่ในความเป็นพ่อแม่นะ ผมก็จะพยายามทำทุกอย่างให้เต็มที่ แล้วก็พยายามสร้างโอกาสให้ เมื่อวันหนึ่งที่มีเวลาครับ”

เชน เผยเรื่องสุขภาพอีกว่า “คือพยายามประคองร่างกาย แต่ว่าคือหลังๆ เราก็กลัว เพราะว่ามันเริ่มมีมือชา อาจจะเป็นเพราะนอนน้อย ช่วงหลังๆ เลยที่มาทำไลฟ์มาราธอน มันเริ่มเหมือนปวดเบ้าตา ตึงหัวฝั่งหนึ่ง เราก็พยายามเดี๋ยวรอว่า 4.4 นี้จบปุ๊บ ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไปตรวจสุขภาพ แต่คิดว่าไม่เป็นไร คิดแค่ว่าน่าจะพักผ่อนน้อยครับ ผมจะรู้ว่าตัวเองไม่ไหว พอไม่ไหวปุ๊บเราจะหักดิบแล้ว ก็สลับภรรยาขึ้นมาไลฟ์ ดูลูกแทน (หัวเราะ)”
เจมส์ “คือเราก็จะแบ่งเวลากัน เหมือนอารมณ์ว่าเข้าใจกันว่าเขาต้องทำงาน แล้วในพาร์ตของลูก เราก็อาจจะรับเหมาดูแลลูกไป ก็ให้เข้าใจกัน เพราะว่าบางทีลูกเขาก็อาจจะอยากนอนกับคุณพ่อ แต่ในภาระและสิ่งที่ต้องทำ มันไม่สามารถที่จะทำได้ เราก็อาจจะต้องสร้างความเข้าใจตรงนี้ให้เขาเข้าใจ ว่าตอนนี้มันยังไม่ได้ เขากินไว กิน 5 นาที หน้าไลฟ์”
เชน “ทุกวันนี้มันดูหน้างาน ถ้าแฮมเบอร์เกอร์ก็ 1 นาที เคี้ยวหมด ถ้าเป็นข้าวผัดก็ 5 นาที ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวก็จะ 10 นาที ก็กินหน้ากล้อง ก็อยากให้มันเข้าที่เร็วๆ ครับ คือเป้าหมายตอนนี้ขอแค่ว่า… คือเราเกลี่ยหนี้ไว้แล้วแหละ บางเจ้าก็ 3 ปี 2 ปี บางเจ้าก็ 6 ปี ถ้าใจดี เราก็รอวันที่เราหาเงินได้มากกว่าหนี้ที่ต้องจ่ายออก เหมือนตอนนี้มันยังอีกนิดเดียว พยายามต่อสู้กับเส้นชัยเส้นนี้ จริงๆ ช่วงนี้จะเห็นว่าเราทำการบ้านในแพลตฟอร์มเยอะมาก เราได้คนจีนตั้งชื่อให้ เขาตั้งชื่อว่า ไท่กั๋วฟูฟู่ คือคู่รักนักไลฟ์ นักสู้ ก็ฝากคอนเซปต์ว่าอย่างน้อยเนี่ยคนจีนเขามาตั้งให้ เราก็ดีใจว่าเขาเห็นเรานะ แล้วเรากำลังต่อสู้ชีวิตอยู่ ก็ไลฟ์มาราธอนนะ ก็ทุก Double Date เจอกันได้ครับ”





