เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จำนวน 6 ญัตติ จาก 6 พรรคการเมือง โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า เรื่องน้ำมันระยะแรก ตนเสนอให้นำภาษีสรรพสามิตมาช่วยอุดหนุนกองทุนน้ำมัน เพราะรัฐถูกมองว่าทุจริต เมื่อเก็บภาษีไป ประชาชนไม่ไว้วางใจ และกลัวว่าจะกระจุกตัว และการเอาค่าใช้จ่ายทิพย์หรือการอ้างอิงราคาน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ โดย รมว.พลังงาน พูดว่า ให้เอาภาษีลาภลอยมาใช้ ซึ่งควรเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมัน  นอกจากนี้เราต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ผ่านมายืมแต่จมูกคนอื่นหายใจ วันนี้ต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยใช้ปาล์ม แทนน้ำมันใต้ดิน คือการใช้ปาล์ม และกรรมาธิการได้ศึกษา B100 มี 11 ล้านลิตร แต่นำไปผสมแค่ 3 ล้านลิตร ซึ่งตนเชื่อว่าหากเราสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทางเกษตร เงินก้อนนี้ไม่วิ่งไปต่างประเทศแต่จะกลับมาวิ่งในประเทศ ดังนั้นควรมีวิสัยทัศน์ในอนาคต ที่จะใช้ในส่วนนี้

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องไฟฟ้า ที่ทราบตอนนี้เราผลิต ร้อยละ 30 ส่วนอีก ร้อยละ 70 ไปจ้างเอกชน ทั้งที่เรามีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำมาก และยังมีการใช้พลังงานน้ำด้วย วันนี้ต้องกล้าหาญที่จะนำกฎหมายมายึดคืนการผลิตจากเอกชนหากครบกำหนด นอกจากนี้ยังพบว่าคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ ได้นำไฟฟ้าจากโรงแก๊ส ไปใช้กับการผลิตเคมีภัณฑ์ แทนที่จะนำมาใช้กับครัวเรือนเรือน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตที่มีศักยภาพมาแย่งทรัพยากรของประชาชน ตนจึงขอให้คณะกรรมการจัดการประชุมใหม่ และกลับไปใช้รูปแบบเดิม หากนำต้นทุนเชื้อเพลิงที่นำมาจากโรงงานแก๊สที่อยู่ในอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าให้ใช้ในครัวเรือน ราคาค่าไฟจะลดลงอีก 50 สตางค์ และค่าไฟก็จะไม่เกิน 3 บาท และอีกประการคือเรื่องปุ๋ย ประเทศไทยเราโชคร้าย เพราะเกษตรกรกว่า  ร้อยละ 70 ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งปีหนึ่งใช้ประมาณ 6 ล้านตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง วันนี้ถึงเวลาแล้วที่อาจต้องมาศึกษา ทบทวน นำมาใช้แก้ไขปัญหานี้ ซึ่งหากนำมาใช้เราจะเป็นมหาอำนาจทางเกษตร นอกจากนี้การสำรวจของสำนักงานสถิติ ประชาชนอยากให้ปรับโครงสร้างเรื่องหนี้ จึงฝากไปถึงแบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง หลายคนมองว่าอยู่กับประชาธิปไตย แต่กฎหมายแพ่งกำหนดคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 แต่กลับไปยอมรับประกาศปฏิวัติอนุญาตให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 25-28 ซึ่งมองว่าเป็นการขูดรีด และต้องมีการช่วยฟื้นฟูลูกหนี้ ซึ่งตนอยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาศึกษา เพื่อแก้ไขความทุกข์ของพี่น้องประชาชน.