เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานการณ์พลังงานในประเทศไทย และอาจมีผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 กระทรวงคมนาคมคาดการณ์ว่า บรรยากาศการเดินของประชาชนอาจเปลี่ยนแปลงไป จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลง รวมถึงการเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดของประชาชนก็จะลดลงเช่นกัน และอาจปรับแผนการเดินทางท่องเที่ยวจากระยะไกล เป็นระยะใกล้ ตลอดจนประชาชนจะปรับพฤติกรรมลดการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงคมนาคม ได้เตรียมความพร้อมแผนอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 อย่างเต็มที่ โดยคาดการณ์ปริมาณจราจรในช่วง 10 วัน ระหว่างวันที่ 10-19 เม.ย. 2569 จะมีปริมาณจราจรเข้า-ออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลัก และมอเตอร์เวย์ รวม 10.65 ล้านคัน และบนทางพิเศษ รวม 15.89 ล้านคัน ส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถโดยสารสาธารณะ รถไฟ เรือโดยสารสาธารณะ และเครื่องบิน รวม 18.58 ล้านคน-เที่ยว แบ่งเป็น การเดินทางภายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 11.50 ล้านคน-เที่ยว เพิ่มขึ้นจากเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 ประมาณ 10% การเดินทางระหว่างจังหวัด 3.45 ล้านคน-เที่ยว เพิ่มขึ้น 14%

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีปริมาณน้ำมันเพียงพอในทุกสถานีบริการ และจะไม่มีการปรับขึ้นค่าโดยสารขนส่งสาธารณะตามนโยบายนายกรัฐมนตรี เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้ให้ดึงน้ำมันสำรองออกมาอัดฉีดเข้าสู่ระบบเพิ่มวันละประมาณ 10 ล้านลิตร นอกจากนี้ได้ประสานให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เติมน้ำมันเข้าสู่ถังเก็บน้ำมันที่สถานีขนส่งของ บขส. ทั่วประเทศให้เพียงพอ เพื่อรองรับทั้งรถโดยสารประจำทาง และรถเสริมในช่วงเทศกาล

ขณะเดียวกันรัฐบาลเตรียมผลักดันน้ำมันดีเซล B20 เข้าสู่ตลาดภายในช่วงปลายสัปดาห์นี้ กว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคขนส่ง และอุตสาหกรรมในช่วงที่ราคาน้ำมันยังมีราคาสูง โดยจะกำหนดราคาจำหน่ายให้ต่ำกว่าน้ำมัน B7 ประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาใช้เป็นทางเลือกหลัก ทั้งในกลุ่มรถบรรทุก รถขนส่งสินค้า รถโดยสารสาธารณะ รวมถึงรถไฟ ที่มีศักยภาพรองรับการใช้งาน

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเยียวยา 6 กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงกลุ่มภาคการขนส่ง โดยกระทรวงคมนาคม อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ซึ่งเบื้องต้นกลุ่มรถโดยสารประจำทาง และไม่ประจำทาง ประมาณ 83,743 คัน ส่วนรูปแบบการช่วยเหลือ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเป็นรูปแบบ อาทิ คูปอง หรือเงิน เป็นต้น อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าสิ้นเดือน เม.ย. 2569 สถานการณ์น้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และผู้ค้าน้ำมันสามารถกลับมาบริหารจัดการน้ำมันสำรองในระดับ 1% ได้ตามปกติอีกครั้ง