สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ว่า การใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นอย่างแพร่หลายโดยสหรัฐ อิสราเอล และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ เพื่อตอบโต้การโจมตีของอิหร่าน ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับขนาดของคลังอาวุธ
ในข้อตกลงฉบับแรก บริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน และบริษัท บีเออี ซิสเต็มส์ ตกลงที่จะเพิ่มการผลิต “หัวนำวิถี” ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบต่อต้านขีปนาวุธ “ทาด” (THAAD) ที่ถูกใช้งานอย่างมีนัยสำคัญในตะวันออกกลาง โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุในแถลงการณ์ว่า เป้าหมายคือ การวางรากฐานอุตสาหกรรมสำหรับภาวะสงคราม
Pentagon orders more missiles for Mideast warhttps://t.co/Uw8o9RDzAx
— Economic Times (@EconomicTimes) March 25, 2026
สำหรับข้อตกลงฉบับที่สอง ล็อกฮีด มาร์ติน จะเร่งการผลิตขีปนาวุธโจมตีแม่นยำ (พีอาร์เอสเอ็ม) ซึ่งเป็นขีปนาวุธทางยุทธวิธีที่ใช้โจมตีอิหร่านเป็นครั้งแรก
ด้านล็อกฮีด มาร์ติน ยืนยันคำสั่งซื้อดังกล่าว และระบุในแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงข้างต้นเป็นการต่อยอดจากสัญญามูลค่า 4,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 162,000 ล้านบาท) ที่ได้รับจากกองทัพบกสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว
ส่วนข้อตกลงฉบับที่สาม บริษัท ฮันนีเวลล์ แอโรสเปซ ตกลงที่จะเพิ่มการผลิตส่วนประกอบสำคัญสำหรับคลังยุทโธปกรณ์ของสหรัฐ รวมถึงระบบนำทาง พร้อมกับเสริมว่า ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงการลงทุนหลายปี มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,400 ล้านบาท) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการผลิตเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่สำคัญอย่างรวดเร็ว.
เครดิตภาพ : REUTERS



