ในที่สุด “น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) แกนนำคนสำคัญของ สส. “กลุ่มแป้งมัน” ฝ่าปมร้อนไปไม่ไหว ภายหลังการยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบประวัติ และคุณสมบัติผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่า น.ส.สุดาวรรณ ซึ่งมีชื่อนั่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯ หลังตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่าน โดยตำแหน่งดังกล่าว ยังเป็นโควตาของ น.ส.สุดาวรรณ โดยจะส่ง “นายนิกร โสมกลาง” สส.เขต 8 นครราชสีมา ในฐานะคนใกล้ชิด เข้ารับตำแหน่งแทน
โดยจะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ “ดีเอสไอ” ออกหมายเรียกให้รับทราบข้อกล่าวหา กรณีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์หาดสวนยา ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยเจ้าตัวชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงที่ตัวเองเป็นกรรมการบริษัทจึงมีการฟ้องในนามที่เป็นกรรมการบริษัท ซื้อขายอย่างถูกต้องทางกฎหมายอยู่แล้ว จากนี้คงต้องดูในรายละเอียดและชี้แจงกันไป ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถอธิบายได้อยู่แล้ว และยอมรับว่า เป็นข่าวใหญ่จึงแอบเครียดเล็กน้อย แต่พร้อมที่จะเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมาย

ขณะที่เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา ที่ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ราชการฯ อาคารบี (B) ชั้น 8 ฝั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ “กำนันป้อ” นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล บิดาของ น.ส.สุดาวรรณ ซึ่งถูกแจ้งข้อหาเดียวกัน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเป็นเวลา 3 ชม. โดยให้สัมภาษณ์สื่อว่า ได้ปฏิเสธไปว่าเอกสารมันตรงกับที่หลักความจริง และเป็นเรื่องของบริษัท พร้อมยืนยันว่า ตนมีโฉนดทุกแปลง เมื่อถามว่าคดีมีการสอบสวนมาตั้งแต่ปี 2562 แต่กลับเพิ่งมาเป็นประเด็นในปี 2569 มองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่นั้น นายวีรศักดิ์ แจงว่า ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น (พร้อมหัวเราะแห้ง) แต่มองว่าไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งแต่อย่างใด ส่วนจะเป็นประเด็นที่ส่อเป็นการสกัดเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ ตนมองว่าไม่ใช่
สำหรับ 8 หน่วยงานสำคัญ ที่เป็นหน่วยงานหลักตรวจประวัติรัฐมนตรี ได้แก่ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษคุก 2.สำนักงานศาลยุติธรรม จะตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา หรือคำพิพากษาของศาล 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดเรื่องการทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ หรือการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง 4.สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) จะตรวจสอบว่าเคยมีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่

5.กรมบังคับคดี ซึ่งจะตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย 6.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตรวจสอบคุณสมบัติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง 7.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะตรวจสอบการถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้ามตามกฎหมาย (เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน) และ 8.สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) จะเช็กสถานะสั่งฟ้องคดีอาญา
จากนี้ต้องรอกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีบุคคลอื่น จะมีปัญหาเกิดขึ้นกับใครอีกหรือไม่ คำถามวิบากกรรมที่เกิดขึ้นกับ “สุดาวรรณ” เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะไม่ต้องการให้กลุ่มแป้งมันเติบโตในทางการเมืองมากไป เพราะนอกจากจะมี สส.กลุ่มโคราชในพรรคเพื่อไทย ยังมี “พรรคไทรวมพลัง” เป็นพันธมิตรอีกด้วย
อีกประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 69 ที่ จ.เชียงราย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชุมถอดบทเรียนการเลือกตั้ง และการทำประชามติที่ผ่านมา โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มี.ค. 2569 โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวตอนหนึ่งถึงการจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. โดยขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล รธน. ให้ที่ประชุมผู้บริหารฟัง

นายแสวง อธิบายว่า การจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. กรณีบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ด เป็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ รธน. โดยแท้ เพราะเป็นการลงคะแนนไม่มีผู้ใดรู้ และไม่อาจตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นศาล หรือ กกต. หรือประชาชนโดยทั่วไป แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อการทำหน้าที่ของศาลหรือ กกต. ที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแต่ประการใด เพราะการตรวจสอบให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นคนละประเด็นกับการตรวจสอบย้อนหลัง ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
นายแสวง ระบุอีกว่า การตรวจสอบความไม่สุจริตในการเลือกตั้ง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ เช่น ให้อำนาจแก่ศาล หรือ กกต. แล้วแต่กรณี แต่การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนให้ใคร เป็นเรื่องที่ รธน. คุ้มครองไว้ และเป็นไปตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในการเลือกตั้ง ไม่มีองค์กรใด หรือใครจะไปตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นศาล หรือ กกต.
นายแสวง ยังยกตัวอย่างของการทำหน้าที่ของ ศาล หรือ กกต. ในการตรวจสอบการกระทำที่ไม่สุจริตเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ 2 กรณี กรณีที่ 1 การสั่งให้นับคะแนนใหม่ ถ้าศาลหรือ กกต. มีมติสั่งให้นับคะแนนใหม่แล้วแต่กรณี ก็เพียงแต่เปิดหีบและนำบัตรของหน่วยเลือกตั้งนั้นมานับคะแนนใหม่เท่านั้น ซึ่งในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ. กกต. ได้มีมติให้นับคะแนนใหม่ในหลายหน่วยเลือกตั้ง ในวันที่ 22 ก.พ. การนับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าว ก็ยังเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับตลอดเวลาจนกว่าบัตรจะถูกทำลายตามเวลาที่กฎหมายกำหนด
กรณีที่ 2 การตรวจสอบบัตรปลอม หรือการตรวจสอบการใช้บัตรข้ามเขต กกต. ก็เพียงมีมติสั่งให้เปิดหีบบัตรและนำบัตรในหน่วยเลือกตั้งมาสแกนบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ก็จะทราบทันทีว่าเป็นบัตรปลอมหรือเป็นบัตรข้ามเขตเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ได้กระทบถึงหรือทำให้ทราบว่าใครลงคะแนนให้ใคร มันจึงยังเป็นความลับอยู่ตลอดไปจนกว่าบัตรจะถูกทำลายตามเวลาที่กฎหมายกำหนด

มีรายงานแจ้งอีกว่า ผลจากการถอดบทเรียนในครั้งนี้สำนักงาน กกต. จะได้เผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเป็นที่ยอมรับ ให้การเลือกตั้งเป็นกระบวนการทางการเมือง ที่ประชาชนทุกคนได้ทำหน้าที่พลเมืองดีในการรับผิดชอบประเทศชาติร่วมกัน
ที่น่าสนใจคือ คำชี้แจงของ “เลขาฯ กกต.” ที่ระบุว่า การตรวจสอบความไม่สุจริตในการเลือกตั้ง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ เช่น ให้อำนาจแก่ศาล หรือ กกต. แล้วแต่กรณี แต่การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนให้ใคร เป็นเรื่องที่ รธน. คุ้มครองไว้ และเป็นไปตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในการเลือกตั้ง ไม่มีองค์กรใด หรือใครจะไปตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นศาล หรือ กกต. ในที่สุดจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่.
ทีมข่าวการเมือง



