นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันทุกพรรคการเมือง ที่ สส.จะซื้ออาหารรับประทานเอง โดยเริ่มหลังสงกรานต์ ส่วนข้อกังวลเรื่องการทำสัญญาจัดซื้ออาหารกลางวันที่ดำเนินการไปแล้วนั้น ทางเลขาธิการสภา ยืนยันว่า สัญญานี้ได้ยกเลิกไปแล้ว และไม่เกิดความเสียหาย รัฐไม่เสียประโยชน์ และงบประมาณก็นำมาคืนแผ่นดินไป เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นๆ ต่อไป

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ทางประธานสภา ระบุว่า อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสวัสดิการ หรือสิทธิประโยชน์ของ สส. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง จะมีการนำไปคุยกับประธานวุฒิสภา เพื่อให้ดำเนินการในแบบเดียวกัน ดังนั้นจึงหวังว่า สว.ก็คงจะซื้ออาหารรับประทานเองเช่นเดียวกัน

ส่วนกรณีการซื้ออาหารระหว่างการประชุมกรรมาธิการชุดต่างๆ นั้น เรื่องนี้ตนไม่ติดใจอะไร เนื่องจากในการประชุมจะมีการเชิญบุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลด้วย จึงควรจัดหาอาหาร เครื่องดื่มมารับรองแขก แต่ต้องดูรายละเอียดอีกครั้งว่าการใช้งบฯ ส่วนนี้เยอะเกินไปหรือไม่ และเป็นไปได้ที่จะให้คนนอกมาศึกษา พิจารณาปรับเบี้ยประชุม

“เรื่องปรับลดจำนวนผู้ช่วย สส. เป็นคนเสนอเองว่าควรลดเหลือ 3 คน แต่มีตัวแทนพรรคการเมืองบางพรรคที่เห็นว่า ยังจำเป็นต้องมี 8 คน หากสุดท้ายมีความเห็นไม่ตรงกัน ตนจะนำร่องการตั้งผู้ช่วยจำนวน 3 คน มาทำงาน เพื่อให้ดูว่าทำแล้วเป็นอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะนำเรื่องนี้ไปให้ กมธ.กิจการสภา แต่งตั้งนักวิชาการคนนอก ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองมาศึกษา และไม่ควรให้สส.ร่วมในคณะศึกษา เนื่องจากจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน”

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีข้อกังวลเรื่องการนำภาษีประชาชนไปจ่ายเป็นเงินบำนาญ สส. และ สว.ที่ปฏิบัติงานเพียง 1 ปี แต่ต้องดูแลไปตลอดชีวิต เรื่องนี้จะใช้กฎเกณฑ์เดียวกันเรื่องการตั้งผู้ช่วย สส. คือการตั้งคนนอกมาศึกษา

“เรื่องนี้หนักหน่วงมาก จากการคำนวณพบว่าปีหนึ่ง เราสามารถเก็บเงินจาก สส. และ สว. คนละ 3,500 บาท คูณ 700 คน เป็นเงิน 30 ล้านบาท แต่เรามีรายจ่ายเฉพาะเงินบำนาญที่จ่ายให้กับ สส.และ สว. 1,192 คน โดยใช้งบประมาณเพิ่มเติม 200 กว่าล้านบาท เฉพาะในส่วนนี้ ถ้าสส. และสว.ที่เหลือมาแจ้งความจำนงบ้างก็จะทำให้ภาษีของประชาชนบานปลาย” นพ.วรงค์ กล่าว