เมื่อวันนี้ 30 มี.ค.นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยน.ส.คมขวัญ กาญจนกุญชร รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ สนง.ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะผู้บริหารสนง.ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการหลายภาคส่วน ร่วมพิธีเปิดงานเสวนาวิชาการประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ก้าวข้ามขวากหนามกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน” (Transcending Obstacles: Reforming Access to Justice for Sustainable Fairness) ที่ ห้องอัศวิน แกรนด์ บอลรูม เอ ชั้น 4 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน

โดยนายทรงศัก กล่าวเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Reforming Access to Justice: การสร้างความมั่นคงทางกระบวนการยุติธรรมในสังคมเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งการจัดเสวนาวิชาการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ Access to Justice หรือการที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมตามหลักนิติธรรม  นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังที่จะพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงการสร้างความร่วมมือในการพัฒนากลไกตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 16 ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง

ทั้งนี้ช่วงเสวนาแบ่งออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำของกระบวนการยุติธรรม โดยเวทีเสวนาช่วงเช้าในหัวข้อ ต้นทางการสร้างความเป็นธรรม : ความสำคัญกับการติดกระดุมเม็ดแรก เวทีนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบที่ประชาชนต้องเผชิญในระยะเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม  ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการนำเสนอปัญหาและข้อจำกัดในกระบวนการรับแจ้งความ สอบสวน และใช้อำนาจตามกฎหมายขั้นต้น เช่น ความล่าช้า ความไม่เท่าเทียม กรมคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน นำเสนอให้เห็นถึงบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น การเข้าถึงทนายความและการช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิ สำนักงานศาลยุติธรรม นำเสนอระบบการไต่สวนในขั้นต้น เช่น ศาลแขวง ศาลเยาวชน ศาลอาญาเบื้องต้น โดยเฉพาะความช้าในการประกันตัว หรือการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม และกรมราชทัณฑ์ ได้สะท้อนผลกระทบปลายทางจากปัญหาในต้นทาง เช่น จำนวนผู้ต้องขังล้นเรือนจำจากคดีไม่ร้ายแรง การเสนอแนวทางลดการคุมขัง

และเวทีเสวนาช่วงบ่ายในหัวข้อ ปลายทางแห่งความชอบธรรม: การติดกระดุมเม็ดสุดท้ายว่าด้วยผลกระทบและการเยียวยา เวทีนี้ได้สะท้อนภาพของผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปในเชิงนโยบายและมาตรฐานสากล ผู้ร่วมเสวนาจากหลากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย ผู้แทนภาคประชาชน /ผู้เคยได้รับผลกระทบ ได้สะท้อนประสบการณ์จริง เช่น การไม่ได้รับการเยียวยา การถูกละเมิดสิทธิ การเข้าไม่ถึงทนาย หรือถูกดำเนินคดีไม่เป็นธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นำเสนอมาตรการเยียวยาแก่ผู้เสียหาย สิทธิของผู้ต้องหา การส่งเสริมความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และกระบวนการฟื้นฟู สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) นำเสนอข้อมูลวิจัยเปรียบเทียบระดับนานาชาติ เช่น แนวทาง Restorative Justice การลดการลงโทษแบบคุมขัง การใช้เทคโนโลยีในการเข้าถึงความยุติธรรม และสำนักงานกิจการยุติธรรม ได้วิเคราะห์เชิงระบบ สรุปภาพรวมเชิงนโยบายจากข้อมูลการปฏิบัติ พร้อมแนวทางปฏิรูปหรือบูรณาการกระบวนการยุติธรรมในระดับโครงสร้าง และในช่วงท้ายของการเสวนาเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้เข้ารับฟังการเสวนา รวมถึงผู้รับฟังผ่านสื่อออนไลน์ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

นายทรงศัก กล่าวอีกว่า ต้นทางของการสร้างความเป็นธรรม คือความสำคัญกับการติดกระดุมเม็ดแรก ซึ่งเราต้องยอมรับความจริงร่วมว่า หากกระดุมเม็ดแรกอย่างกระบวนการรับแจ้งความ การสอบสวน หรือการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีความล่าช้าหรือไม่เท่าเทียม ย่อมสร้างปัญหาเชิงระบบที่ประชาชนต้องเผชิญในระยะต้น และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปจนถึงปลายทาง เช่น ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ และปลายทางแห่งความชอบธรรม คือการติดกระดุมเม็ดสุดท้ายว่าด้วยผลกระทบและการเยียวยา ในวันนี้เราได้รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งย้ำเตือนเราว่า ความยุติธรรมและการเยียวยาที่ล่าช้าไม่อาจชดเชยสิ่งที่สูญเสียไปได้

ซึ่งการเสวนาในวันนี้เราจึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการมาร่วมกันถอดบทเรียน และระดมสมองเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เรากำลังร่วมกันสร้างระบบที่สอดคล้องกับหลักการ Access to Justice ที่ประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพื่อพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันเป็นหัวใจสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 16 ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง ซึ่งมุ่งเน้นที่การส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับทุกคน และการสร้างสถาบันที่มีประสิทธิภาพ รับผิดชอบ และครอบคลุมในทุกระดับ กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เพียงเรื่องของข้อกฎหมายหรือตัวบท แต่เป็นกลไกที่สร้างความมั่นคงและความเป็นธรรมที่ยั่งยืนให้กับสังคม สิ่งสำคัญสุดคือชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน ในวันนี้ทุกท่านได้ร่วมกันถอดบทเรียนพร้อมขับเคลื่อน เพื่อให้การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นเพียงแค่วาทกรรม แต่ต้องนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมได้อย่างยั่งยืน