พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงหลักเกณฑ์การคำนวณราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของ มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 8/2561 (20 เม.ย. 61) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ “ราคาสมมุติ” อ้างอิงตลาดสิงคโปร์มาจนถึงปัจจุบัน
ในขณะนั้นมี รมว.พลังงาน ที่มีประวัติเคยเป็นผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ และมีโรงกลั่นมาก่อน มติ กบง. ครั้งดังกล่าวถูกใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องที่ 3 ว่าด้วย “หลักเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิง”
มติ กบง. ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน มติข้อที่ 1 การอนุมัติสูตรคำนวณราคาหน้าโรงกลั่นแบบบวก “พรีเมียม” เป็นการบวกต้นทุนแฝงเข้าไปในราคาน้ำมันทุกลิตร ประกอบด้วย ค่าปรับคุณภาพน้ำมัน 0.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล, ค่าขนส่ง World Scale ด้วยเรือขนาด LR1 แบบ Long Term Charter (สิงคโปร์-ศรีราชา), ค่าขนส่งทางท่อ (ศรีราชา-กรุงเทพฯ), ค่าประกันภัย 0.084% ของ C&F, ค่าสูญเสีย 0.3% ของ CIF และค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง 0.68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
นี่คือการใช้หลักการ Import Parity หรือการ “สมมุติว่าไทยไม่มีโรงกลั่น” บังคับให้คนไทยจ่ายเงินเสมือนว่านำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าขนส่งและค่าประกันภัยทิพย์ รวมถึงค่าสำรองน้ำมันที่ผู้ค้าควรเป็นผู้แบกรับตามกฎหมาย นอกจากนี้ ค่าสูญเสียน้ำมัน (0.3%) ยังกลายเป็นรายได้แฝงของกลุ่มทุน ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันถึง 6 แห่ง และมีกำลังการผลิตเกินความต้องการจนสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้
มติข้อที่ 2 การการันตีกำไรให้กลุ่มทุน (1.85 บาทต่อลิตร) มีการเห็นชอบค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมาะสมที่ 1.85 บาทต่อลิตร โดยระบุว่าจะทบทวนตามการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ มติข้อนี้ส่งผลให้ยิ่งที่ดินแพง กลุ่มทุนยิ่งมีข้ออ้างในการขอเพิ่มกำไร ทั้งที่ราคาที่ดินไม่ได้เกี่ยวพันกับประสิทธิภาพการขายน้ำมันโดยตรง ปั๊มน้ำมันที่ตั้งอยู่บนที่ดินราคาถูกพลอยได้อานิสงส์ล็อกกำไรนี้ไปด้วย ทำให้ประชาชนถูกลิดรอนสิทธิในการเลือกซื้อน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริง
พ.ต.อ.ทวี ระบุอีกว่า มติข้อที่ 3 และ 4 การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร สั่งห้ามผู้ค้าน้ำมันแจ้งราคาปลีกล่วงหน้า และสั่งให้กรมการค้าภายในคอยตรวจสอบผู้ที่ฝ่าฝืน โดยอ้างเหตุผลว่าขัดต่อ“การแข่งขันทางการค้า” แท้จริงแล้ว นี่คือการทำให้ประชาชนตั้งตัวไม่ติด ไม่สามารถวางแผนการเงินได้ และปิดโอกาสไม่ให้ประชาชนเลือกไปเติมน้ำมันที่ปั๊มอื่นก่อนจะมีการปรับขึ้นราคา
โครงสร้างคณะกรรมการพลังงาน ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน มติ กบง. ที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ได้สร้างหลักประกันให้นายทุนพลังงานกลายเป็นเสือนอนกิน รับผลกำไรจากราคาทิพย์ที่สูบเอาจากคนไทย ถึงเวลาแล้วที่ต้องรื้อสูตรคำนวณเพื่อคืนความเป็นธรรม มติ กบง. ไม่ใช่กฎหมาย และไม่มีกฎหมายฉบับใดบังคับให้ต้องใช้ราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์
น้ำมันที่ขายในประเทศต้องใช้ต้นทุนการผลิตจริงในไทย ส่วนน้ำมันที่ส่งออกไปขายต่างประเทศ จึงจะสามารถใช้ราคาอ้างอิงสิงคโปร์เพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้ การบริหารจัดการพลังงานของไทยดำเนินงานในรูปของ “คณะกรรมการ” ต่างๆ อาทิ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.), คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.), คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) หรือคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปัญหาที่พบคือ กรรมการบางส่วนมีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นตัวแทนเชิดของกลุ่มทุนพลังงาน หรือขาดความซื่อสัตย์สุจริต
“มติที่ออกมามักเอื้อประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง สร้างความเสียหายต่อส่วนรวมพลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้า ถือเป็นโครงสร้างหรือโครงข่ายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งตามหลักรัฐธรรมนูญได้ บัญญัติมิให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่า 51% ดังนั้น การปฏิรูปพลังงานต้องเริ่มต้นที่การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง ซึ่งนับว่าเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าสูงสุดสำหรับประชาชน”



