“ค่าการกลั่น” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง ในช่วงเวลาราคาพลังงาน กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง หลายคนยังมอง “ค่าการกลั่น” (GRM) เป็นหนึ่งในตัวการ ที่ทำให้ราคาน้ำมันแพง และอีกหลายคนกำลังเข้าใจผิดว่า ค่าการกลั่น เป็น “กำไรสุทธิ” ที่โรงกลั่นได้รับเต็มๆ ยิ่งสูงเท่าไร โรงกลั่นได้กำไรขนาดนั้น!
แต่ความจริงต้องเข้าใจก่อนว่า ค่าการกลั่น (GRM) ไม่ใช่กำไรสุทธิ เบื้องหลังตัวเลข “ค่าการกลั่น” ซับซ้อนกว่าที่เห็น เพราะ GRM เป็นแค่ส่วนต่างขั้นต้นที่ยังไม่ได้หักต้นทุนแฝงอีกมหาศาล
แล้วค่าการกลั่นคืออะไร ทำไมไม่ใช่กำไรสุทธิ?
อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด ค่าการกลั่นคือส่วนต่างระหว่าง “รายได้เฉลี่ยจากผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้” ลบด้วย “ต้นทุนเฉลี่ยของน้ำมันดิบที่นำเข้า”
เหมือน “กำไรขั้นต้น” ของร้านค้าขายอาหารที่หักแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ยังไม่ได้หักค่าเช่าที่ ค่าแรงลูกน้อง ค่าไฟ หรือแม้แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนั้นการนำค่าการกลั่นไปสรุปว่า เป็นกำไรที่โรงกลั่นได้รับไปเต็มๆ จึงเป็นเรื่องที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริงเป็นอย่างมาก
แล้วต้นทุน “ส่วนเพิ่ม” ต่างๆ มีอะไรบ้าง?
ต้องเข้าใจก่อนว่า ก่อนที่น้ำมันดิบจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำมันสำเร็จรูปให้ผู้บริโภคเติมใส่ถัง มีค่าใช้จ่ายที่ “ซ่อนอยู่” และยังไม่ถูกรวมอยู่ในค่าการกลั่นอีกมากมาย เช่น
1. Crude Premium ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิงกับราคาซื้อขายจริง เป็นราคาจ่ายจริงที่ขึ้นลงไม่คงที่ อาจจะเป็นบวก (Premium) หรือเป็นลบ (Discount) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ
- คุณภาพน้ำมันดิบ หากน้ำมันดิบชนิดนั้นกลั่นแล้วได้ผลิตภัณฑ์ราคาสูงอย่าง เบนซิน หรือ ดีเซล ในสัดส่วนที่มาก ค่า Premium จะสูงกว่าน้ำมันดิบที่ให้ผลิตภัณฑ์ราคาต่ำอย่างน้ำมันเตา
- ความต้องการน้ำมันในตลาดโลก ถ้าภาวะปกติราคาอาจนิ่ง แต่ในสภาวะสงครามที่มีความต้องการสูง ค่า Premium จะพึ่งสูงขึ้นมาก อย่างตอนนี้ของสหรัฐ พุ่งสูงขึ้นถึง 3-4 เท่าตัวเลยทีเดียว
2. ค่าขนส่งและค่าประกันภัย: ผลกระทบจากสภาวะสงคราม เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับโลก เส้นทางการเดินเรือกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย สิ่งที่ตามมาคือ
ค่าระวางเรือ: ในช่วงสงครามที่เรือขาดแคลน ค่าขนส่งอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า
ค่าประกันภัย: บริษัทประกันภัยมักหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ทำให้เบี้ยประกันการขนส่งผ่านพื้นที่สงครามพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจถึง 100 เท่า
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
นอกจากต้นทุนภายนอกแล้ว ภายในโรงกลั่นเองยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับก่อนจะเกิดกำไรสุทธิ เช่น
พลังงานและสาธารณูปโภค: ทั้งค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำ
การบำรุงรักษาและบุคลากร: ค่าซ่อมบำรุงตามรอบระยะเวลา และค่าแรงพนักงาน
ค่าใช้จ่ายทางการเงิน: ค่าเสื่อมราคาจากการลงทุนเครื่องจักร ดอกเบี้ยเงินกู้ และภาษีที่ต้องนำส่งรัฐ

เพราะฉะนั้นตัวเลข “ค่าการกลั่น” ที่เห็น จึงเป็นเพียงแค่ส่วนเดียว ท่ามกลางวิกฤตการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งค่าขนส่งที่แพงลิ่วและค่าพรีเมียมน้ำมันที่พุ่งสูง ต้นทุนเหล่านี้ล้วนกัดกินส่วนต่างที่ดูเหมือนจะมากให้เหลือน้อยลง การทำความเข้าใจองค์ประกอบของต้นทุนที่แท้จริง จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของเศรษฐกิจพลังงานได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น
ส่วนค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบกับประชาชนหรือไม่นั้น เรื่องนี้ กระทรวงพลังงาน เคยอธิบาย ค่าการกลั่นเป็นแค่ดัชนีส่วนต่างที่บอกว่า ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละวันเป็นเช่นไร สิ่งที่ประชาชนจะเจอที่หน้าปั๊มน้ำมันเป็นกลไกของราคาน้ำมันสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับค่าการกลั่น
สุดท้ายถ้าทุบ “ค่าการกลั่น” จนราคาบิดเบือนไปมาก ในวันที่ตัวเลขค่าการกลั่น “ลดลงจนติดลบ” ก็อย่าลืมให้ความเป็นธรรมในการดูแลโรงกลั่นด้วยเช่นกัน เพราะต้องอย่าลืมว่า “โรงกลั่นน้ำมัน” ถือเป็นผู้สร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย ถ้าวันหนึ่ง ถูกบีบ ถูกบิดเบือนราคา “จนอยู่ไม่ไหว” ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศก็จะหายไปด้วย วันนั้นเรื่องจะใหญ่ยิ่งกว่าราคาแพงแน่นอน…



