ภายหลัง “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3ก.โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ “นายทุนใหญ่” ไม่ยำเกรงกฎหมายระดมตัดไม้มีค่าบนเขาทำลายสภาพผืนป่า อีกทั้งยังใช้เล่ห์ “ระวางทิพย์” บีบชาวบ้านให้ออกจากพื้นที่ จนทำให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักอุทยานฯ ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูล จนพบเบาะแสเคยถูกตรวจสอบตั้งแต่ปี 2565 และเสนอให้เพิกถอน น.ส.3ก. เพราะออกโดยมิชอบแล้ว แต่ถูกปล่อยเรื่องเงียบไว้ ล่าสุดนายราชัน มีน้อย ผวจ.ระนอง ออกมายืนยันคดีนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดู ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

‘ผู้ว่าฯระนอง’ ลั่นไม่มีมวยล้มต้มคนดู คดีรุกป่าเขาปากเตรียม ย้ำชัดว่ากันตามกฎหมาย

‘ชัยวัฒน์’ แฉหลักฐานแน่น! น.ส.3ก. รุกป่า ‘เขาปากเตรียม’ คณะกรรมการตรวจสอบ ระบุชัดออกโดยมิชอบ

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลาง ได้รับรายงานด้วยว่า คณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าบน “เขาปากเตรียม” จ.ระนอง โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นหัวหน้าคณะ มีกำหนดเดินทางลงพื้นที่ โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 2 คณะ ชุดแรก เพื่อประเมินการปฏิบัติในการตรวจสอบและขยายพื้นที่การตรวจสอบให้ครอบคลุมรวมถึงการเคลื่อนย้ายไม้ซุงออกจากพื้นที่ โดยขณะนี้ได้มีเจ้าหน้าที่ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 11 สุราษฎร์ธานี ลงไปสนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองและทหารเข้าคุมพื้นที่ไว้แล้ว

ส่วนทีมทำงานชุดที่สอง จะเป็นคณะดำเนินการตรวจสอบสารบบแปลงที่ดิน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ก. โดยจะประสานทั้ง ตำรวจ ปทส. (ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) และ ตำรวจ ปปป. (ป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ) ร่วมลงพื้นที่ กับ หน่วยพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ ตรวจสอบเขตภูเขาด้วย

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลาง ยังได้รับข้อมูลเอกสาร ขั้นตอนของการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จำนวน 29 แปลงบริเวณบ้านเหนือ เขาป่าปากเตรียม ของคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 นำโดย พ.อ.ดุสิต เกษรแก้ว เคยเข้าร่วมตรวจสอบเมื่อ ปี 2565 จนไปพบว่าจุดเริ่มต้นของการขอออกหนังสือรับรองทำประโยชน์ในที่ดินของแปลงดังกล่าว เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2533 (ช่วงพื้นที่เขาปากเตรียม ยังขึ้นอยู่กับ อ.กะเปอร์ จ.ระนอง) มีการทำหนังสือถึง ผวจ.ระนอง แจ้งเรื่อง การออก น.ส.3 ก. เฉพาะรายโดยมิได้แจ้งการครอบครอง

ข้อความระบุว่า ด้วย ราษฎรในพื้นที่ จำนวน 29 ราย ได้ยื่นคำขอออก น.ส.3 ก. เฉพาะรายโดยมิได้แจ้งการครอบครอง ที่ดินตั้งอยู่ หมู่ 2 ต.กำพวน อ.กะเปอร์ (ต่อมาถูกแยกให้ไปขึ้นเป็น อ.สุขสำราญ เมื่อปี 2545) เรื่องนี้อำเภอได้สอบสวนแล้วปรากฏว่า ผู้ขอครอบครองต่อเนื่องมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับจริง และทำประโยชน์โดยปลูกมะม่วงหิมพานต์และยางพาราพันธุ์ดี ระบุสาเหตุที่ผู้ครอบครองเดิมไม่ได้มาแจ้งการครอบครองภายในกำหนด 180 วันเนื่องจากไปอาศัยอยู่ที่อื่น จึงทำให้ตกแจ้ง สค.1 โดยไม่มีเจตนาฝ่าฝืนหรือหลีกเลี่ยงกฎหมายแต่อย่างใด และในเขตตำบลกำพวน ได้มีการประกาศเดินสำรวจทั้งตำบลปี 2521 ให้ผู้ที่ครอบครองที่ดินมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ใช้บังคับ ให้แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิที่ดินตาม มาตรา 21 ตรี แต่ผู้ครอบครองเดิมก็มิได้แจ้งเนื่องจากอาศัยและประกอบอาชีพอยู่ที่อื่น และไม่ได้นำเจ้าหน้าที่เดินสำรวจอีกด้วย เนื่องจากได้ปิดโครงการเดินสำรวจเสียก่อนโดยมิได้เจตนาฝ่าฝืนหรือหลีกเลี่ยงกฎหมายแต่อย่างใด

หนังสือฉบับดังกล่าวระบุด้วยว่า เหตุผลที่ราษฎร มีความประสงค์ออก น.ส.3 ก. เฉพาะราย เนื่องจากมีความจำเป็นในการครองชีพเพราะมีฐานะยากจนไม่มีเงินเป็นทุนการศึกษาบุตร ซึ่งอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนจำเป็นต้องนำที่ดินไปขายเพื่อนำเงินที่ได้มาใช้จ่ายในครอบครัวและเป็นการศึกษาบุตร ซึ่งผู้ขอมีความเดือดร้อนมากและที่ดินไม่อยู่ในเขตป่าและที่สาธารณประโยชน์ เห็นควรออก น.ส.3 ก. ให้แก่ผู้ขอ จากนั้นวันที่ 8 ต.ค. 2533 ได้มีหนังสือถึงป่าไม้เขตสุราษฎร์ฯ แนบสำเนาภาพถ่ายแผนที่ภูมิประเทศมาตราส่วน 1/30,000 พร้อมบัญชีรายชื่อราษฎรที่ขอออก น.ส.3 ก. จำนวน 29 ราย เนื้อที่ประมาณ 882 ไร่ ซึ่งสำนักงานที่ดินออกทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนและประกาศให้ผู้ขอครบกำหนดเรียบร้อยแล้ว ให้สำนักงานป่าไม้เขตสุราษฎร์ฯ ตรวจสอบบริเวณพื้นที่ดังกล่าวว่า อยู่ในเขตป่าตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกับกรมป่าไม้ว่าด้วยการพิสูจน์ที่ดินที่ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เกี่ยวกับเขตป่าไม้ พ.ศ.2524

กระทั่ง วันที่ 11 ต.ค. 2533 สำนักงานป่าไม้เขตสุราษฎร์ฯ ได้มีหนังสือตอบกลับว่า จากการตรวจสอบปรากฏว่า บริเวณพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตป่าไม้ถาวรของชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2514 และอยู่นอกเขตป่าไม้ตามในข้อ 1 ของบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกับกรมป่าไม้ ต่อมาวันที่ 30 ต.ค. 2533 มีหนังสือตอบกลับจากสำนักงานที่ดินจังหวัดระนอง ตอบกลับหนังสือ แจ้งผลพิจารณาอนุมัติให้ออก น.ส.3 ก. ให้กับผู้ขอ รวม 29 ราย เนื้อที่รวมประมาณ 882 ไร่ 1 งาน 92 ตร.ว. และออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้กับผู้ขอเมื่อ 31 ต.ค. 2533 และพบว่า หลังจากราษฎรที่ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ก็ขายให้กับ “กลุ่มนายทุน” ทันทีในราคา 4 แสน-5 แสนบาทต่อแปลง

ทั้งนี้ จึงทำให้เห็นความไม่ชอบมาพากลของการออก น.ส.3 ก. บนเขาปากเตรียม มีการตั้งข้อสังเกตว่า ขั้นตอนต่างๆ ในการขอออก น.ส.3 ก. เฉพาะรายเป็นไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ผู้ขอยื่นเรื่องต่ออำเภอ และผ่านกระบวนการตรวจสอบจนได้มาซึ่งเอกสารสิทธิใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 35 วันเท่านั้น และยังพบความเร่งรีบของหนังสือราชการอย่างน้อย 2 ฉบับ ที่ออกในวันหยุดราชการด้วย

ที่สำคัญข้อมูลการตรวจสอบพื้นที่เขาปากเตรียม แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการตรวจสอบของคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ที่ได้เข้าไปตรวจสอบเมื่อปี 2565 ยืนยันว่าการออกเอกสารสิทธิ ในระวางดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งทับซ้อนผืนป่าภูเขา ถือว่าไม่ปฏิบัติตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ตามมติ ครม. วันที่ 3 ธ.ค. 2528 ที่กำหนดให้พื้นที่ความลาดชันเฉลี่ย 35% ขึ้นไป กันไว้เป็นพื้นที่ป่าไม้โดยไม่อนุญาตให้ออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่สำคัญในการตรวจสอบยังไม่พบการทำประโยชน์มาก่อนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าในหนังสือสอบสวนปากคำผู้ยื่นคำขออ้างสิทธิการปลูกสวนยางพาราและสวนมะม่วงหิมพานต์ก็ตาม.