นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที  เปิดเผยว่า เดือน ก.พ. 69 ไทยส่งออกทองคำมูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.22% เมื่อเทียบเดือน ก.พ. 67 นับเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งเป็นการส่งออกไปขายตามราคาทองคำในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐ ที่ลดลงเหลือ 10% จากการใช้มาตรา 122 กฎหมายการค้า แทนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ และกองทุน SPDR Gold ยังคงซื้อต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน ส่งผลให้ยอดส่งออก 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ปี 69 อยู่ที่ 3,861.81 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 83.76% เทียบช่วงเดียวกันของปี 68

ขณะที่การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.พ. 69 มีมูลค่า 1,624.04 ล้านดอลลาร์ ลดลง 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังจากเพิ่งบวกเมื่อเดือน ม.ค. 69 หากรวมทองคำ 2,727.77 ล้านดอลลาร์ ลดลง 15.59% และรวม 2 เดือน ส่งออกไม่รวมทองคำ 3,432.16 ล้านดอลลาร์ ลด 14.88% หากรวมทองคำมูลค่า 7,293.97 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 18.92%

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี และระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ปราศจากข้อขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ต้องบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

“แนวโน้มการส่งออกจากนี้ ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลก เพราะยังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ รวมถึงการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น กระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอ และทำให้กำลังซื้อคู่ค้าทั่วโลกลดลง อีกทั้งค่าเงินบาทยังคงผันผวน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง ซึ่งทั้งหมดจะกดดันการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับได้”