น.ส.รัชนา ดังโกสินทร์ ผู้บริหาร แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดความงามในไทยปีนี้ เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังจากช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาพบว่าเริ่มมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามามากขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละ 20 ราย เพิ มจากเดิมที่มี 2-3 รายใหญ่เท่านั้น เนื่องจากมองว่าตลาดความงามในไทยมีศักยภาพและเป็น “Beauty Destination” โดยเฉพาะแบรนด์จากโซนเอเชียที่เน้นกลยุทธ์ราคาถูก เข้ามาแย่งชิงสัดส่วนตลาดระดับล่างที่มีสัดส่วนสูงถึง 60% ของตลาดรวม ในขณะที่ตลาดพรีเมียมครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 40%

ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น จากเดิมที่เชื่อถือคำแนะนำของแพทย์เป็นหลัก ปรับเปลี่ยนสู่ยุค Direct to Consumer ที่คนไข้หาข้อมูลเองและตัดสินใจร่วมกับแพทย์ โดยปัจจุบัน “งานผิว” กลายเป็นเทรนด์อันดับหนึ่งที่คนไทยให้ความสำคัญ ตามด้วยการชะลอวัย นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มลูกค้าผู้ชายมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 15-20% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 10% สะท้อนให้เห็นว่าทุกเพศทุกวัยหันมาดูแลตัวเองเชิงลึกมากขึ้น
ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจชะลอตัวทำให้คนไข้ตัดสินใจยากขึ้นและใช้จ่ายน้อยลง แต่บริษัทยังคงเห็นโอกาสการเติบโตในเลขสองหลัก ปีนี้จึงได้เตรียมใช้ยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้าน เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงและสภาวะเศรษฐกิจ ได้แก่ การเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ราคาถูกกว่ากลุ่มพรีเมียมเดิมประมาณ 1,000 บาท เพื่อแข่งขันกับแบรนด์เอเชีย โดยชูจุดเด่นด้านคุณภาพมาตรฐานอเมริกาในราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมกับใช้งบการตลาดและโปรโมชัน เพื่อสนับสนุนแคมเปญลดราคาและวอยเชอร์ร่วมกับคลินิกพันธมิตร 2,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจแบบรายครั้ง และเน้นการทำตลาดผ่าน Micro Influencer และใช้ระบบ Line CRM เพื่อสร้าง Loyalty Program มอบสิทธิประโยชน์ให้ทั้งลูกค้าเก่าและใหม่

นอกจากนี้ Allergan ยังใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่านมิวสิคมาร์เก็ตติ้ง ภายใต้คอนเซปต์ คืนความอ่อนเยาว์ผ่านเสียงเพลง สร้างปรากฏการณ์ความร่วมมือครั้งสำคัญกับศิลปินดูโอ้แถวหน้าอย่าง “Lipta” เปิดตัวซิงเกิล “HArmony Skin” แนวเพลงที่สดใสขี้เล่น เพื่อเป็นการสร้าง Emotional Connection ให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูเข้าถึงง่าย เป็นมิตร และทันสมัย ผ่านรูปแบบความบันเทิงทางเสียงเพลง สร้างความรู้สึกคุ้นเคย ผูกพัน และกระตุ้นความทรงจำเชิงบวก (Nostalgia) ซึ่งเป็นอินไซต์สำคัญของกลุ่ม Gen Y ที่เติบโตมากับบทเพลงยุคเดียวกัน
ควบคู่ไปกับการชูเทรนด์ “AA Signature” นวัตกรรมการดูแลความงามแบบองค์รวม (Holistic Approach) ที่มุ่งเน้นความสวยเฉพาะบุคคลอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ ตอบโจทย์กลุ่ม Gen Y ที่มองหาการดูแลตัวเองในระยะยาว ควบคู่กับเทรนด์ Longevity และ Holistic care ซึ่งกำลังเป็นทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมความงามยุคใหม่



