การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในปี 2569 เกิดขึ้นในจังหวะที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนกระทบความสามารถในการแข่งขัน โดย ‘เกรียงไกร เธียรนุกุล’ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินสถานการณ์ลักษณะนี้ว่าเป็น ‘พายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ’ ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

นอกจากที่ภาคเอกชนจะจับตาทิศทางนโยบายใหม่ของรัฐบาลแล้ว ยังเรียกร้องให้เร่งสานต่องานค้างจากคณะรัฐมนตรีชุดก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป

กดดันรัฐเร่งเครื่อง

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ภายใต้การนำของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.2%-1.6% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.0%-3.0% และการส่งออกมีแนวโน้มหดตัว -1.5% ถึง -0.5% จากแรงกดดันของมาตรการการค้าสีเขียวในเวทีโลก

ด้าน ‘ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์’ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าความล่าช้าของการจัดทำงบประมาณและข้อจำกัดของระบบราชการยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พร้อมเสนอแนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์พลัส (Team Thailand+)’ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างยั่งยืน

กฎหมายโลกร้อน

กกร. และเครือข่ายภาคธุรกิจเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 โดยกฎหมายฉบับนี้จะกำหนดกลไกสำคัญต่อภาคธุรกิจ ทั้งการรายงานก๊าซเรือนกระจก ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (Emission Trading Scheme: ETS) และภาษีคาร์บอน ซึ่ง กกร. มองว่าเป็นเงื่อนไขจำเป็นในการรับมือมาตรการการค้าสีเขียวอย่างมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือซีแบม

เร่งปลดล็อกพลังงานสะอาด

ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ กกร. ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) โดยชี้ว่าพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย กกร. เห็นว่าควรเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ควบคู่กับการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าร่วม (TPA) และสานต่ออัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่ตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 100%

วางรากการเงินสีเขียว

ในมิติของเงินทุน ‘ผยง ศรีวณิช’ ประธานสมาคมธนาคารไทย ทำหน้าที่เป็นแกนนำผลักดัน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ 32 แห่ง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์กลางในการจัดสรรเงินทุนไปสู่กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ – TDRI) เสนอว่า การนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ในภาคเกษตร ควรออกแบบเพื่อช่วยให้เกษตรกรปรับตัวและพัฒนามาตรฐานการผลิต มากกว่าการไปตั้งเงื่อนไขที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงตลาดหรือแหล่งเงินทุน โดยต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานเดิม เช่น Thai GAP เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระให้เกษตรกร

‘บีซีจี’ ทางรอดส่งออกอาหาร

ข้อมูลจากการประเมินของภาคเอกชนระบุว่า ปี 2569 การส่งออกอาหารของไทยมีความเสี่ยงหดตัวถึง 7.3%

‘ดร.ทองดี ปาโส’ จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ‘ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา’ จากหอการค้าไทย จึงเสนอว่า ไทยควรเร่งใช้โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ บีซีจี (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเสนอให้ผลักดันนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว โดยตั้งเป้าให้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30% ของงบประมาณภาครัฐ

อุ้มเอสเอ็มอี

ในส่วนของผู้ประกอบการผยงเสนอให้ใช้เครื่องมือการเงินสีเขียว เช่น กองทุนสนับสนุน (Fund of Funds) และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัว

ขณะที่หอการค้าไทยเสนอให้สานต่อโครงการสนับสนุนสูงสุด 2 แสนบาท ควบคู่ไปกับการผลักดันระบบ Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอนทางกฎหมายและเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ

‘ทีมไทยแลนด์พลัส’

เมื่อรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดจากภาคเอกชน กกร. มีข้อสรุปร่วมว่ารัฐบาลใหม่ต้องเร่งสานต่องานค้างสำคัญ ทั้งกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนพลังงาน และ Thailand Taxonomy รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยไม่เริ่มต้นใหม่ และเพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดร.พจน์ จึงเสนอแนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์พลัส (Team Thailand+)’ เป็นกลไกหลักในการเชื่อมการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รับมือความผันผวนและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว