นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกบง.ว่า ได้หารือร่วมกับกลุ่มโรงกลั่นในประเทศไทย ที่ประชุมมีมติให้ลดราคาค่าการกลั่นน้ำมันดีเซล บี 7 และดีเซล บี 20 หน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะลดราคาโดยอ้างอิงจากราคาตลาดสิงคโปร์  และจะเร่งประกาศราชกิจจานุเบกษาเร็วที่สุด หลังจากนั้นจะประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในวันที่ 8 เม.ย. นี้ เพื่อประกาศราคาหน้าปั๊มให้เร็วที่สุด ราคาจะลดลงประมาณลิตรละ 2.14 บาท รวมกับภาษีแล้ว คาดว่า มีผลวันที่ 9 เม.ย.

“ตัวเลข 2 บาทที่สั่งลดลง เนื่องจากเป็นราคาที่อ้างอิงจากเดือน มี.ค. ที่ราคาค่าการกลั่นสูงขึ้นไปถึงลิตรละ 7 บาท จากปกติอยู่ที่ประมาณลิตรละ 2-4 บาท ซึ่งในตัวเลขที่เราดูแล้ว และไม่ใช่ว่าประกาศไปเสร็จโรงกลั่นจะขาดทุนทันที เพราะมุมมองในปัจจุบันที่ความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งโรงกลั่นผลิตเยอะ ขายได้เยอะ ก็จะยิ่งทำกำไรได้อยู่ดี แต่อาจจะกำไรลดลง แต่ก็จะยังเป็นกำไรที่เรียกว่าขาดทุนกำไร ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้ประกอบการโรงกลั่น เมื่อหารือแล้วและมีบางแห่งที่จะให้ความร่วมมือทันที โดย กบง. ยืนยันจะไม่ให้เกิดความขาดแคลน หรือมีผลกระทบต่อรายได้ในส่วนของการนำเงินไปใช้นำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นแน่นอน”

ทั้งนี้การดำเนินงานดังกล่าวมีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ที่ให้อำนาจ กบง. กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อลดภาระประชาชน และราคาหน้าปั๊ม เป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย โดยจะนำไปลดราคาหน้าปั๊มทั้งหมด หรือดึงไปลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ จะมีการหารืออย่างต่อเนื่อง คาดว่า จะมีการหารืออีกครั้งในช่วงกลางเดือน เม.ย. เพื่อนำตัวเลขมาพิจารณาในรอบต่อไป ว่าจะกำหนดให้ลดมากยิ่งขึ้นกว่า 2 บาทหรือไม่ ตั้งแต่ 2-5 บาท และเป็นมาตรการในระยะนี้เพื่อติดตามความยืดเยื้อของสถานการณ์ราคาพลังงานต่อไป

ขณะที่แนวทางการขอเงินบริจาคจากเอกชน เช่นเดียวกับเมื่อปี 65 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ที่จะมารอรับเงินบริจาคจากเอกชน ครั้งนี้ แต่ก็อยู่ในมุมของความรับผิดชอบต่อสังคม หากหน่วยงานนั้น ๆ ต้องการที่จะช่วยเหลือหรือส่งคืนเงินเข้ารัฐ แต่ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค ซึ่งเมื่อมีการประกาศราชกิจจาฯ แล้ว น้ำมันทุกหยดที่ออกจากประเทศไทยจะต้องใช้ตามมาตรการนี้เท่านั้น หากใครไม่ทำตามจะมีโทษถึงจำคุก ซึ่งในอนาคตเราพร้อมเปิดให้มีการหารืออยู่ตลอดเวลา ถ้าลดลง 2 บาทแล้วมีปัญหา ก็มาคุยกันได้ว่าติดอะไร

“ในเรื่องการรับเงินจากเอกชนนั้น หากยกตัวอย่างว่ามีบางกลุ่มที่พร้อมที่จะช่วยเหลือ และมีบางกลุ่มที่ไม่พร้อม การเอาเงินของกลุ่มผู้ที่เห็นแก่ประเทศ มีความรับผิดชอบ ยินดีที่จะช่วย มารับผิดชอบภาระของกลุ่มที่ไม่เห็นใจไยดีได้เหรอ เพราะฉะนั้นการดำเนินมาตรการนี้ เหมาะสมสุดแล้ว เพราะทุกกลุ่มจะต้องช่วยเหลือกัน แต่ยืนยันว่าต้องดูถึงศักยภาพของโรงกลั่นในการดูแลรายได้ในการซื้อน้ำมันดิบมากลั่น” นายเอกนัฏ กล่าว