จากกรณีเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะทำงานเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำโดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.
พร้อมด้วยนายสมชาย รัตนสุภา ผู้อำนวยการกองตรวจสอบและปฏิบัติการ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และนายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งโรงกลั่นขนาดย่อยใน จ.สมุทรสาคร และคลังน้ำมันในพื้นที่ จ.ปทุมธานี และ จ.สุราษฎร์ธานี
การตรวจสอบดังกล่าวครอบคลุมผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 (ผู้ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน) รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งน้ำมันตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค. 2569 ในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 บางแห่งมีปริมาณน้ำมันคงคลังในเดือน มี.ค. 2569 สูงกว่าปริมาณการจำหน่าย ซึ่งแตกต่างจากเดือน ก.พ. 2569 ที่มีปริมาณรับเข้าและจำหน่ายใกล้เคียงกัน โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างตรวจสอบขยายผลว่าเข้าข่ายปฏิเสธการจำหน่ายหรือประวิงการขายโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หรือไม่
หากพบการกระทำผิด พาณิชย์จังหวัดในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งถือเป็นสินค้าควบคุม โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถแสดงแหล่งที่มาได้ หรือมีการปฏิเสธการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจโดยรวม
ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาเป็นคดีพิเศษ โดยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) พิจารณาในวันที่ 9 เม.ย. 2569 เวลา 14.00 น.
ต่อมา เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม มีรายงานจากแหล่งข่าวภายในคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เปิดเผยว่า ข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันจะถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด กคพ. ณ ห้องประชุม 10-01 ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม

ทั้งนี้ คณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนจากหลายหน่วยงาน อาทิ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เจ้ากรมพระธรรมนูญ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งสิ้น 22 ราย โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เป็นกรรมการและเลขานุการ
แหล่งข่าวระบุว่า รายละเอียดของสำนวนที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการ โดยอาจครอบคลุมคดีที่เกี่ยวข้องในหลายพื้นที่ เช่น จ.อ่างทอง จ.ตาก (อ.แม่สอด) และ จ.นครสวรรค์ รวมถึงข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพเรือ และกรมธุรกิจพลังงาน
เบื้องต้นพบพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 30 ซึ่งห้ามมิให้กักตุนสินค้าควบคุม หรือปฏิเสธและประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจในภาพรวม
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการพิจารณารับคดีเป็นคดีพิเศษ หากเป็นความผิดที่อยู่นอกบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 จะต้องใช้มติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของคณะกรรมการ หรือไม่น้อยกว่า 15 เสียง



