เทศกาลสงกรานต์วันนี้พัฒนาไปไกลกว่าประเพณีในครอบครัว กลายเป็น ‘เมกะอีเวนต์’ ที่มีคนเข้าร่วมจำนวนมาก และมีรูปแบบการจัดงานที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งพื้นที่ กิจกรรม และการบริหารจัดการ แต่ยิ่งงานใหญ่ขึ้นเท่าไร ภาระด้านสิ่งแวดล้อมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ข้อมูลจากหลายพื้นที่ชี้ให้เห็นว่า ช่วงสงกรานต์มีปริมาณขยะและน้ำเสียเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน บางพื้นที่มีน้ำเสียสะสมในระดับหลายหมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้การจัดงานในปัจจุบันไม่สามารถใช้วิธีเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องออกแบบใหม่ตั้งแต่ต้น เพื่อให้จัดการผลกระทบได้จริง
คิดการจัดงานแบบใหม่ ตั้งแต่ก่อนเริ่มจนจบงาน
การจัดอีเวนต์ยุคใหม่ต้องมองทั้งกระบวนการ ไม่ใช่แค่ช่วงที่งานเกิดขึ้น แต่ต้องคิดตั้งแต่การเลือกวัสดุ การติดตั้ง ไปจนถึงการจัดการหลังจบงาน ตัวอย่างเช่น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจีพี (SCG Packaging: SCGP) ที่พัฒนาแนวทาง ‘Exhibition & Event Solutions’ ที่ใช้กระดาษรีไซเคิลมาทำบูธและโครงสร้างต่างๆ ภายในงาน จุดเด่นคือวัสดุมีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย แต่ยังแข็งแรงพอใช้งานจริง และสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ 100% หลังจบงาน แนวทางดังกล่าวช่วยลดขยะจำนวนมากที่เดิมต้องนำไปฝังกลบ และยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งอีกด้วย
หรืออย่างที่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีซี (GC) ใช้แพลตฟอร์ม ‘จีซี ยูเทิร์น’ (GC YOUเทิร์น) เข้ามาช่วยจัดการพลาสติกใช้แล้ว โดยเก็บ แยก และส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรืออัพไซเคิล เช่น การนำไปผลิตเป็นเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง ผ่านโครงการ ‘one แยก แลก สุข’ ร่วมกับ Acts Studio ซึ่งเป็นการทำให้วัสดุทุกชิ้นมีปลายทางที่ชัดเจน
ลดขยะจากประสบการณ์ของคนในงาน
อีกจุดที่สำคัญคือพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อปริมาณขยะ เทคโนโลยีดิจิทัลจึงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น เช่น ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Ticketing) และการลงทะเบียนออนไลน์ช่วยลดการใช้กระดาษ ขณะที่ EXPOPASS พัฒนาระบบลงทะเบียนผ่านไลน์ โอเอ (LINE OA) ที่ใช้คิวอาร์โค้ด (QR Code) แทนบัตรจริง ทำให้ทั้งสะดวกและลดขยะไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้ผู้จัดงานเห็นภาพรวมจำนวนคน และวางแผนจัดการพื้นที่ได้ดีขึ้น การใช้ระบบชำระเงินแบบสแกนจ่ายหรือทางออนไลน์ก็เป็นอีกตัวช่วยที่ดี เพราะลดการใช้คูปองหรือเหรียญพลาสติกที่มักถูกทิ้งหลังจบงาน
ในส่วนของขยะเฉพาะทาง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ร่วมกับ เอไอเอส (AIS) จัดโครงการ ‘คนไทยไร้ E-Waste’ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากสารอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
ออกแบบกิจกรรมให้ไม่เพิ่มภาระเมือง
กิจกรรมภายในงานก็ต้องถูกออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ส่งผลต่อระบบระบายน้ำ เช่น การเล่นแป้ง โดยผลตรวจจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) พบว่า ดินสอพองในท้องตลาดกว่า 42.6% ไม่ได้มาตรฐาน และเมื่อลงสู่ท่อจะเกิดการตกตะกอนจนทำให้ท่ออุดตัน
ผู้จัดงานจึงเริ่มหันมาใช้แป้งธรรมชาติ 100% ที่ละลายน้ำได้ง่ายและย่อยสลายได้ เพื่อลดผลกระทบต่อระบบระบายน้ำ เช่น สยามสแควร์ มีการปรับรูปแบบเป็น ‘Smart & Green’ โดยจำกัดพื้นที่การใช้แป้ง และเน้นการเล่นน้ำอย่างเหมาะสม ขณะที่บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น (CPN) นำแนวคิด ‘The Place Making for Sustainable Future’ มาใช้ พร้อมกิจกรรมคนหล่อรักษ์โลก เพื่อชวนผู้เข้าร่วมงานลดขยะ แนวทางเหล่านี้ช่วยลดภาระของกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องใช้งบจัดการขยะสูงถึง 6,000-7,000 ล้านบาทต่อปี
มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้จัดการได้จริง
เพื่อให้การจัดงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ได้พัฒนามาตรฐานการบริหารการจัดงานอย่างยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Sustainable Event Management Standard: TSEMS) มาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน ไปจนถึงการประเมินผล โดยใช้หลักวางแผน-ลงมือทำ-ตรวจสอบ-ปรับปรุง (PDCA) เพื่อช่วยให้ผู้จัดงานลดขยะ น้ำเสีย และผลกระทบต่อชุมชนได้อย่างเป็นระบบ
อีเวนต์ที่ดี ต้องดูแลทั้งคนและเมืองไปพร้อมกัน
การจัดสงกรานต์ในยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่การทำให้งานสนุกหรือดึงดูดคนจำนวนมาก แต่ต้องคิดให้ครบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งวัสดุที่ใช้ เทคโนโลยีที่เลือก และรูปแบบกิจกรรม ล้วนมีผลต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของเมือง
เมื่อการจัดงานถูกออกแบบอย่างรอบด้าน สงกรานต์ก็ยังคงเป็นพื้นที่แห่งความสุขได้เหมือนเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยให้เมืองรับมือกับงานขนาดใหญ่ได้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน



