นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า หลังพบว่าระบบนิเวศในแม่น้ำโขงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สัตว์น้ำพื้นถิ่นลดปริมาณลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ “ปลายี่สกไทย” หรือ ปลาเอิน (Probarbus jullieni) ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดมีเกล็ดขนาดใหญ่ที่พบประจำถิ่นในลุ่มน้ำโขง และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 200–250 บาท นอกจากนี้ ปลายี่สกไทยยังถูกจัดอยู่ในบัญชี 1 ของอนุสัญญา CITES ซึ่งเป็นกลุ่มสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ต้องควบคุมการค้าอย่างเข้มงวด แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทำให้แหล่งที่อยู่อาศัย วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนเสื่อมโทรมลง ประกอบกับการจับมาใช้ประโยชน์จำนวนมาก รวมถึงการใช้เครื่องมือประมงที่ไม่เหมาะสม จึงสะท้อนถึงสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของทรัพยากรปลายี่สกไทยในธรรมชาติอย่างน่ากังวล

จากปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรและประชาชนในพื้นที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง และได้จัดทำแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2566-2570 โดยหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญคือการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในระบบนิเวศแหล่งน้ำพรมแดน พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์โดยชุมชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

สำหรับในปี 2569 นี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมุกดาหาร สามารถรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลายี่สกไทยจากธรรมชาติได้รวมจำนวน 32 ตัว แบ่งเป็นเพศผู้ 14 ตัว และเพศเมีย 18 ตัว โดยจัดคู่ผสมพันธุ์ได้ 7 คู่ และประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ ผลิตลูกปลาได้ประมาณ 380,000 ตัว พร้อมทั้งดำเนินการเก็บรักษาน้ำเชื้อแบบแช่แข็งจากพ่อพันธุ์ได้ 366 หลอด เพื่อใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์พันธุกรรมในระยะยาว  โดยได้กระจายลูกปลาไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ มหาสารคาม นครพนม อำนาจเจริญ และกาฬสินธุ์ รวม 165,000 ตัว และได้อนุบาลไว้ภายในศูนย์ฯ อีกจำนวน 215,000 ตัว

 ขณะที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดหนองคาย ได้จัดตั้งแคมป์รวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลายี่สกไทยจากธรรมชาติในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากชาวประมงในพื้นที่ จนสามารถรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ได้รวมจำนวน 87 ตัว น้ำหนักระหว่าง 7.2–26.4 กิโลกรัม แบ่งเป็นเพศผู้ 44 ตัว และเพศเมีย 43 ตัว และสามารถเพาะพันธุ์ผลิตลูกปลาได้สูงถึงประมาณ 1,598,000 ตัว ก่อนกระจายสู่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ มหาสารคาม นครพนม ยโสธร ศรีสะเกษ ขอนแก่น และอุดรธานี แห่งละ 100,000 ตัว รวม 600,000 ตัว พร้อมทั้งอนุบาลไว้ภายในศูนย์อีกจำนวน 998,000 ตัว เพื่อรองรับการนำไปปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและใช้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป

อย่างไรก็ตามได้นำลูกพันธุ์ปลายี่สกไทยขนาด 5–7 เซนติเมตร จำนวน 100,000 ตัว ปล่อยลงในลำน้ำโขง ณ บริเวณตำบลไคสี จังหวัดบึงกาฬ เนื่องจากเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนตามธรรมชาติที่มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปลายี่สกไทยเป็นอย่างดี  ทั้งนี้กรมประมงจะเดินหน้าขับเคลื่อนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปลายี่สกไทยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างรู้คุณค่าและยั่งยืน