เมื่อวันที่ 26 เม.ย.69 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ ถึงการยกเลิก MOU 44 ว่า ที่ผ่านมาหลายปีกัมพูชาและรัฐบาลไทย หลายยุคหลายสมัย ได้ร่วมมือกันละเมิดข้อตกลงดังกล่าวมาตลอด โดยเฉพาะฝั่งกัมพูชา ที่ละเมิด MOU 43 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วน MOU 44 เป็นร่างข้อตกลงที่แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มคนที่คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ดังนั้นวาทกรรมที่ระบุว่าการมี MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ดีกว่าไม่มี เป็นเรื่องที่ไม่จริง ซึ่งพรรครักชาติ เสนอมาตลอดว่าให้ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 วันนี้ต้องขอบคุณที่รัฐบาล เริ่มได้คิดที่จะยกเลิก MOU 44 และต่อไปก็ต้องยกเลิก MOU 43
นายเจษฎ์ กล่าวว่า ข้อกังวลทางกฎหมายที่หลายฝ่ายระบุว่าการยกเลิกจะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ นั้น ยืนยันว่ารัฐบาลมีอำนาจสามารถยกเลิกได้ทันที โดยไม่ต้องเข้าสภาฯ เนื่องจาก MOU ทั้งสองฉบับ ไม่เคยผ่านการพิจารณาของสภาฯมาตั้งแต่แรก และไม่เคยมีผลผูกพันทางกฎหมายในประเทศ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นที่ข้อกังวลว่าหากยกเลิก MOU จะส่งผลกระทบต่อการเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชา ต้องบอกว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ความตั้งใจในการเจรจา มากกว่ารูปแบบของเอกสารตัวอย่าง เช่น การเจรจาระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น เช่น มาเลเซีย และ สปป.ลาว สามารถพูดคุยและตกลงกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมี MOU หรือบันทึกความเข้าใจใดๆ ซึ่งสถานการณ์ที่ยังมีความขัดแย้งหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งสองฝ่ายควรใช้สิทธิยึดถือพื้นที่ตามอธิปไตยของตนเอง ไทยยืนหยัดในจุดที่เป็นอธิปไตยของไทย ส่วนกัมพูชาให้ดำเนินการในส่วนของตนไปก่อน เมื่อพร้อมจึงมาคุยกัน
“การยกเลิก MOU 43 MOU 44 เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้แต่ละคนกลับไปอยู่ในฐานของตัวเอง เมื่อพร้อมมาคุยกันใหม่ ไม่มีทางหรอกที่ประเทศที่อยู่ติดกันจะไม่คุยกัน วันหนึ่งก็ต้องคุยกัน แต่วันนี้เป็นวันที่ต้องยกเลิก MOU 43 ยกเลิก MOU 44 ก่อน แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตค่อยมาว่ากัน”นายเจษฎ์ กล่าว.



