น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือทางการเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า สสว.เตรียมวงเงินช่วยรวม 1,200 ล้านบาท ในรูปแบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการอย่างมาก แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแต่มีผู้ติดต่อสอบถามเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเมื่อเปิดให้ลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ในรูปแบบกูเกิ้ล ฟอร์ม  แล้ว วงเงินทั้งหมดจะถูกจองจนเต็มภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ คาดว่า เปิดลงทะเบียนเร็วๆนี้

สำหรับโครงการนี้เป็นการร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ  2 แห่ง ได้แก่

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีดีแบงก์) รับผิดชอบวงเงิน 800 ล้านบาท

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย รับผิดชอบวงเงิน 400 ล้านบาท

โดยมีเงื่อนไขผ่อนปรนพิเศษคืออัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ต่อปี  ระยะเวลาการกู้ 5 ปี และมีช่วงปลอดชำระเงินต้น นาน 1 ปี ซึ่งผู้ประกอบการจะจ่ายเพียงดอกเบี้ยเท่านั้นในช่วงปีแรก

ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รายย่อยในภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านนวด, ธุรกิจซักอบรีด, รถเช่า และโรงแรมขนาดเล็ก โดยเฉพาะในส่วนของเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง จะมีการจำกัดเพดานเงินกู้ไว้ที่รายละไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อให้สามารถกระจายความช่วยเหลือไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยได้เป็นจำนวนมาก 

ขณะที่วงเงินอีกส่วนจะใช้ในกองทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนธุรกิจ  และกองทุนเสริมศักยภาพ  ซึ่งมีเพดานวงเงินกู้สูงถึง 10-15 ล้านบาทต่อราย สำหรับผู้ที่ต้องการปรับปรุงเครื่องจักรหรือนำเทคโนโลยีเอไอ  มาใช้เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว คาดว่า จะมีเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการในวงเงิน 1,200 ล้านบาท ระดับ 100 ราย 

สาเหตุที่คาดว่า จะมีผู้สมัครจำนวนมากจนเต็มวงเงินอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสสว. สำรวจข้อมูลเชิงลึกพบว่า เอสเอ็มอีกว่า 96.7% กำลังได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ที่น่ากังวลที่สุดคือเอสเอ็มอี ประมาณ 20% มีทุนสำรองหรือสายป่านทางการเงินเหลือไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งหากไม่ได้รับเงินทุนเสริมสภาพคล่องกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องปิดกิจการหรือหยุดจ้างงาน โดยปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการหยุดจ้างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีบางส่วนแล้ว