วันที่ 29 เม.ย. นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ดอกเบี้ยนโยบาย 1% ในปัจจุบันอยู่ระดับเหมาะสมรองรับความไม่แน่นอนสูง ซึ่งความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความรุนแรงและยืดเยื้อ โดยไทยกระทบมาก เพราะนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ดูราคาน้ำมันดูไบอย่างเดียวไม่ได้ต้องดูราคาในประเทศด้วย โดยเฉพาะดีเซลสูงขึ้นมาก เป็นตัวแปรสำคัญในการกระทบเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ จึงมีการปรับจีดีพีครั้งนี้

ทั้งนี้ กรณีฐานคาดว่า สถานการณ์จะคลี่คลายครึ่งแรกของปี และไตรมาสสามและสี่ดีขึ้น ส่วนกรณีเลวร้าย จะยืดเยื้อทั้งปี 69 หากการเดินเรือหยุดชะงักต่อเนื่อง ราคาน้ำมันสูง ซัพพลายดิสรัปชันมีปัญหา โดยกนง.ประเมิน กรณีเลวร้ายยังต่ำ จึงยังมองกรณีฐานอยู่ ส่วนกรณีเลวร้าย จะทำให้จีดีพีอยู่ต่ำกว่า 1% และเงินเฟ้อจะพุ่งมากกว่า 5%

ขณะที่ถ้าไม่นับสงคราม เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 2.3% ดีขึ้นมากกว่าในการประชุมเดือน ธ.ค.68 ที่ขยายตัว 1.5% และมีตัวเลข 1.9% ที่ได้ประเมินอย่างไม่เป็นทางการก่อนหน้านี้ ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากคาด 35 ล้านคน เหลือ 33 ล้านคนในปี 69 และ 35.5 ล้านคนปี 70 จาก 36 ล้านคน

นอกจากนี้ได้ประเมินจีดีพีในครั้งนี้ ยังไม่นับรวมมาตรการภาครัฐที่คาดว่าจะมีวงเงิน 3 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะเพิ่มจีดีพี 0.5-0.7% ขึ้นอยู่กับเงินสัดส่วนไปบริโภคและลงทุนเท่าไร มองว่าวงเงิน 3 แสนล้านบาทเป็นวงเงินเป็นกลางที่น่าใช้ ถ้า 4-5 แสนล้านบาท มีโอกาสชนขอบกรอบเพดานหนี้สาธารณะ ถ้าทำต้องมีรายละเอียดของมาตรการ เป็นเงินโอนเท่าไร เงินลงทุนเท่าไร แต่ยังเร็วที่จะประเมิน

“เงินเฟ้อคาดการณ์ ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แม้เศรษฐกิจทิศทางดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยเงินเฟ้อจะลดลงได้ในปีหน้า แม้จะเกินกรอบชั่วคราว”

ทั้งนี้ กนง.มองว่า ถ้าปรับขึ้นดอกเบี้ย และยังไม่เห็นเงินเฟ้อหลุดลอยชัดเจน จะซ้ำเติมเศรษฐกิจโดยเฉพาะธุรกิจและครัวเรือนที่อยู่ระหว่างฟื้นตัว แต่ถ้าปรับลด อาจเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ จะสร้างผลเสียเศรษฐกิจระยะยาวได้

“ผลกระทบครั้งนี้ ในเรื่อง stagflation มองว่าเศรษฐกิจไทยแย่ลง เงินเฟ้อสูง แต่ในกรณีฐานยังไม่รุนแรงที่จะเกิด stagflation เพราะเงินเฟ้อขึ้นไปและลงมาได้ รวมทั้งจีดีพี 1.5% ยังไม่รวมมาตรการรัฐ ส่วนแนวนโยบายการเงินเพียงพอดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งพร้อมปรับเปลี่ยนตามบริบทของเศรษฐกิจ”

อย่างไรก็ตามในระยะข้างหน้า การคงดอกเบี้ยนโยบาย กนง.ตัดสินใจ ว่าเหมาะสมที่สุดในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งการขึ้นหรือลงมีความเสี่ยง มีต้นทุนต่อเศรษฐกิจทั้งคู่ โดย กนง.มองว่านโยบายเหมาะสม

“การปรับดอกเบี้ย ปิดประตูไม่ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดูว่าด้านเงินเฟ้อหรือด้านเศรษฐกิจมากกว่ากัน ซึ่งเงินเฟ้อที่มาจากซัพพลายจะไม่ยืดเยื้อ ถ้าดีมานด์เข้ามาตอนนี้ยังอ่อน โดยเงินเฟ้อระยะปานกลางยังอยู่ระดับต่ำ ยัง wait and see และเงินเฟ้อคงจบแล้ว แต่ดีมานด์ ต้องดูระยะต่อไป ถ้าเงินเฟ้อลงมาจนติดลบก็ต้องดูอีกทีเหมือนกัน อาจพอพูดได้ ดอกเบี้ยปัจจุบันระดับเหมาะสม แต่ดูสถานการณ์ ดูดาต้าดีเพนเดนท์”

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงถ้าเงินเฟ้อเป็นปัจจัยชั่วคราว ความจำเป็นขึ้นดอกเบี้ยไม่มีใช่หรือไม่นั้น นายดอน ตอบสั้นๆว่า “ใช่ครับ” ซึ่งการไม่ขึ้นดอกเบี้ย และไปตีความว่า ธปท.ไม่มองเงินเฟ้อหรือไม่ ซึ่งไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ความเสี่ยงเงินเฟ้อสามารถมองข้ามได้ แต่ติดตามใกล้ชิด พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสม