กรณีเดลีโฟกัส ตามเกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3ก.โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง กระทั่งกรมป่าไม้ แจ้งความดำเนินคดี ที่ บช.ก. เอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งนายทุน-เจ้าหน้าที่รัฐนอกรีต พร้อมเร่งดำเนินการเพิกถอน น.ส.3ก.ที่ทับบนผืนป่า โดยเชื่อว่าเป้าประสงค์ของกลุ่มทุน เร่งระดมตัดไม้ใหญ่มีค่าทำลายสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์มุ่งหวังเร่งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไว้รองรับโครงการเมกะโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” ล่าสุดกรมป่าไม้ สนธิกำลังหลายหน่วย ระดมกำลังไปขนไม้ซุงของกลาง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ บก.ปทส. นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) กรมป่าไม้ นำพยานหลักฐาน การตรวจยึดพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกแผ้วถาง ทำไม้ หรือทำให้เสื่อมเสียสภาพป่า บริเวณเขาปากเตรียม จ.ระนอง ตรวจพบพื้นที่ป่าเสียหาย จำนวน 47 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา เข้าแจ้งความกล่าวโทษ ต่อ คณะพนักงานสอบสวน บก.ปทส. เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในฐานความผิด ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มาตรา 11, 54, 55, 69, 72 ตรี และ 73 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 มาตรา 14, 31 และ 26/4 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 มาตรา 19(1), 40 และมาตรา 41 ถือเป็นการแจ้งความดำเนินคดีเป็นแปลงแรก คดีบุกรุกพื้นที่ป่าปากเตรียม ต่อเนื่องในคดีอาญาที่ 1/2569 และยึดทรัพย์ที่ 1/2569 ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนรับคดีไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

นายชาญชัย กล่าวว่า การร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้ นับเป็นคดีบุกรุกตัดไม้ ทำลายป่า ที่มีการขยายผลจากการตรวจอายัดไม้บนเขาป่าปากเตรียม ซึ่งพื้นที่ที่ตรวจยึด อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา และเป็นป่า ตามความในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ 2484 รวมเนื้อที่ 47 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา โดยในชั้นตรวจยึดพนักงานป่าไม้ไม่พบตัวผู้กระทำผิด และไม่มีผู้ใดมาแสดงตนครอบครองพื้นที่ที่ตรวจยึดไว้ แต่ชุดเฉพาะกิจพยัคฆ์ไพร ได้ระบุชื่อผู้ครอบครองเอกสารสิทธิบริเวณข้างเคียง ให้กับพนักงานสอบสวน เนื่องจากเชื่อว่าน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการบุกรุกพื้นที่ป่า ขั้นตอนต่อไปเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะเรียกผู้ที่ถูกระบุชื่อมาให้ปากคำต่อไป ส่วนอีก 3 แปลงที่มีการตรวจพบจากการซ้อน “ระวางแผนที่” ของกรมที่ดิน เจ้าหน้าที่ป่าไม้กำลังเข้าเก็บหลักฐานและทำพิกัดแปลง เพื่อรวบรวมหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีเป็นแปลงต่อไป

หัวหน้าชุดเฉพาะกิจพยัคฆ์ไพร กล่าวด้วยว่า ภายหลังจากการดำเนินการในส่วนของการซ้อนระวางแผนที่เพื่อแยกพื้นที่ป่าออกจากแปลงที่ดิน ที่มีเอกสาร น.ส.3 ก.เรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่ดินแบบรายแปลง เพื่อให้ได้หลักฐานได้ว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เราจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายของเจ้าหน้าที่ และผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เป็นการทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องดำเนินการเพิกถอนได้ หากแปลงไหนที่ทำถูกต้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ก็ต้องให้ความเป็นธรรม

ขณะเดียวกันการวางกรอบแนวทางการสอบสวนของตำรวจ ได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดย “กลุ่มแรก” จะเป็นผู้ที่กระทำผิดเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่า ตัดไม้หวงห้าม โดยในกลุ่มนี้จะมีตัวการสนับสนุนให้มีการทำลายป่าไม้มีวัตถุประสงค์เพื่อครอบครองที่ดิน ซึ่งจะมีผู้กระทำผิดทั้งเอกชนและเจ้าหน้าที่ ส่วน “กลุ่มที่ 2” เป็นกลุ่มตัวการการออกเอกสารสิทธิ ส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการและมีกลุ่มเอกชนทุนใหญ่เป็นตัวการสนับสนุน

จากการตรวจสอบเอกสารระวางรูปแปลง พบว่า บริเวณเขาปากเตรียม หมู่ 2 ต.กำพวน มีระวางรูปแปลง จำนวน 4 ระวาง คือ 109, 110, 122 และ 123 ครอบคลุมเนื้อที่เขาทั้งหมด โดยระบุเป็นการออกระวางตามระวางรูปถ่ายทางอากาศ แต่เมื่อนำมาซ้อนแผนที่ระวาง กลับพบช่องว่างของแปลงที่ดินกับพื้นที่ป่า ในลักษณะไม่ได้มีการลงพื้นที่จริงในการออกเอกสาร จึงเชื่อว่าเป็นการวางระหว่างรูปแปลงเพื่อให้ครอบคลุมที่ดินทั้งภูเขา

ขณะที่การตรวจสอบสารบบที่ดินพบว่า แปลงที่ได้รับเอกสารสิทธิระหว่างปี 2532-2533 ซึ่งเป็นการออกเอกสารเฉพาะราย ถูกขายให้กลุ่มนายทุนภายใน 3 วัน และต่อมาระยะการซื้อขายไปประมาณ 6-7 เดือน ที่ดินทั้งหมดถูกนำไปจำนองเป็นประกันกับสถาบันการเงิน บางส่วนถูกไถ่ถอน และเปลี่ยนมือไปยังนายทุนกลุ่มที่ 2 ที่เข้าดำเนินการในรูปแบบของบริษัทนิติบุคคล เมื่อปลายปี 2561 ต่อเนื่อง จนถึงปี 2562

อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบสารบบที่ดิน ทั้ง 105 แปลง พบว่า ยังมีที่ดินบางแปลงถือครองโดยนายทุนกลุ่มแรก และทายาท ทางตำรวจจะใช้เป็นหลักฐาน เอาผิดกลุ่มนายทุนที่เป็นตัวการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เนื่องจากเป็นการครอบครองต่อเนื่อง.