สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองเจิ้งโจว ประเทศจีน เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ว่า เปาะเปี๊ยะสอดไส้แหนมหมูสไตล์ไทยทอดในน้ำมันจนเหลืองกรอบ แหนมหมูที่มีรสเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ช่วยตัดความเลี่ยนของเปาะเปี๊ยะทอด ทำให้อาหารสองเมนูที่ดูเหมือนไม่เข้ากันกลับ “ถูกปาก” ของผู้คนในเมืองลั่วเหอ ที่มณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน พากันหยิบตะเกียบคีบรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย


จั๋วเหวินเหว่ย กรรมการบริหารบริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ (เหอหนาน) จำกัด กล่าวว่า ชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวไทยบ่อย แต่อาจจะไม่เคยลิ้มลองรสชาติต้นตำรับของ “แหนมไทย” ซึ่งมีต้นกำเนิดจากภาคอีสาน แทบทุกครัวเรือนต่างทำรับประทาน และถือเป็นหนึ่งในอาหารที่มีชื่อเสียงของไทย


ความร่วมมือระหว่างบริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) กับมณฑลเหอหนาน ออกดอกออกผลดีงามอย่างคาดไม่ถึง โดยเมื่อเดือน พ.ค. 2566 ตัวแทนของ ส.ขอนแก่น เดินทางเยือนอำเภออู่หยางของเมืองลั่วเหอ แม้มณฑลเหอหนานไม่ใช่ตัวเลือกแรก ในการเยือนจีน แต่หลังจากวิจัยและประเมินอย่างรอบด้าน ส.ขอนแก่น ตัดสินใจดำเนินโครงการลงทุนครั้งแรกในจีนที่อำเภออู่หยาง เนื่องจากเล็งเห็นว่า อำเภอแห่งนี้มีห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหารที่พัฒนาดีแล้ว กอปรกับข้อได้เปรียบด้านอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงหมูของมณฑลเหอหนาน


แหนมหมูของ ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ (เหอหนาน) ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์เปิดตลาดจีน ใช้กระบวนการหมักด้วยโพรไบโอติกที่มอบรสเปรี้ยวเผ็ดและกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ โดยมีการทดลองผลิต วางจำหน่าย และรวบรวมเสียงตอบรับจากตลาดตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 และคาดว่าจะผลิตแหนมหมูหมักด้วยโพรไบโอติกนี้ได้วันละ 20 ตัน ตามเป้าหมายภายในสิ้นปีนี้


จั๋วเสริมว่าชาวจีนโดยเฉพาะในในภาคกลางยังไม่ค่อยรู้จักแหนมหมูสไตล์ไทย จึงมีการผสมผสานแหนมหมูเข้ากับเปาะเปี๊ยะที่ชาวจีนคุ้นเคยกันดี กลายเป็นเมนูฟิวชันจีน-ไทย ที่ทั้งรักษาของเก่าและสร้างสรรค์ของใหม่พร้อมกัน


ปัจจุบัน การหลอมรวมวัฒนธรรมอาหารของไทยและจีนไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพียงการผสมผสานรสชาติเท่านั้น แต่ยังก้าวสู่การประสานห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหาร พฤติกรรมการบริโภค และนวัตกรรมเทคโนโลยี

จั๋วทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) กอปรกับการประสานงานระหว่างจีนกับไทย ในด้านการรับรองมาตรฐานอาหารสำเร็จรูปและโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นข้ามพรมแดน จะช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์ “เมนูอาหารจีน-ไทยร่วมรังสรรค์” มากยิ่งขึ้นในอนาคต.

ข้อมูล-ภาพ : XINHUA