เมื่อวันที่ 1 พ.ค.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งประเทศญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อยกระดับความร่วมมือทางการศึกษาไทย-ญี่ปุ่น และความสัมพันธ์ในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 139 ปี ณ ห้องดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาธิการ
รมว.ศธ. กล่าวว่า ได้นำเสนอนโยบายการศึกษา 5 ด้านของ ศธ. ที่แถลงต่อรัฐสภา ประกอบด้วย การนำ AI มาลดภาระงานธุรการให้ครูได้ทุ่มเทกับการสอนอย่างเต็มที่ โดยชูห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Lab ของญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยการปรับเพิ่มงบประมาณรายหัวสำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนการยกระดับหลักสูตรให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธินักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมนักกฎหมายและนักจิตวิทยาประจำการ และการผลักดัน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ให้มีผลบังคับใช้ได้จริงในรัฐบาลชุดนี้
นอกจากนี้ รมว.ศธ. ยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือในอนาคต 3 ด้าน ได้แก่ การขยายอาชีวศึกษาและสนับสนุนทุนฝึกงานในสถานประกอบการญี่ปุ่นทั้งในไทยและในญี่ปุ่น การเสริมความแข็งแกร่งโครงการ KOSEN เพื่อแลกเปลี่ยนนักเรียนและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการสนับสนุนครูอาสาสมัครญี่ปุ่นด้านภาษาและวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพโรงเรียนวิทยาศาสตร์ไทยอย่างครบวงจร
ด้านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น กล่าวชื่นชมนโยบายของ รมว.ศธ. ว่ามีความกว้างขวาง รอบด้าน และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ของญี่ปุ่นในหลายมิติ อาทิ การปฏิรูปนโยบายยกเว้นค่าเรียนระดับมัธยมปลายเพื่อบรรเทาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การใช้ AI เสริมประสิทธิภาพและสร้างแรงบันดาลใจให้ครู ตลอดจนการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ซึ่งญี่ปุ่นเองก็เผชิญความท้าทายในประเด็นนี้เช่นกัน รวมถึงการสนับสนุนของสถานทูตญี่ปุ่นต่อมูลนิธิบ้านพระพรที่ดูแลเด็กไร้บ้านในไทย พร้อมยืนยันความพร้อมของญี่ปุ่นในการสนับสนุนไทยผ่านโครงการ JICA, Japan Foundation และ KOSEN พร้อมเปิดกว้างสำหรับโครงการความร่วมมือเพิ่มเติม เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาของทั้งสองประเทศต่อไป



