เมื่อวันที่1พ.ค. น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคเหนือและในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรากฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยที่ผ่านมา เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 กสม. มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แจ้งข้อเสนอแนะกรณีปัญหามลภาวะทางอากาศในพื้นที่ 8 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2567 มีหนังสือถึงประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งในเวลานั้นมีการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร 7 ฉบับ และเมื่อเดือนธันวาคม 2568 มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีแจ้งข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภาจึงเป็นอันตกไป

นางศยามล กล่าวว่า กสม. เห็นว่า ปัจจุบันประชาชนยังคงประสบปัญหาจาก PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างร้ายแรงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาตรฐานด้านอากาศสะอาดและนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่จะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะหลักการป้องกัน หลักการระวังไว้ก่อน หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และหลักการกระจายอำนาจ ล่าสุด น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธาน กสม. จึงมีหนังสือ ลงวันที่ 23 เมษายน 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งรัดคณะรัฐมนตรียืนยันร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ภายในกรอบระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีจากการมีอากาศที่สะอาดคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ ปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยมีแหล่งกำเนิดจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ภาคป่าไม้ ภาคเกษตรกรรม ภาคเมือง รวมทั้งจากมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในสุขภาพของประชาชน สิทธิทางเศรษฐกิจและมาตรฐานการครองชีพ รวมตลอดทั้งสิทธิในการรับรู้ข่าวสาร เช่น การแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นที่รวดเร็ว ครอบคลุม และเข้าใจง่าย โดยธนาคารโลก (World Bank) ประเมินความเสียหายทางสุขภาพจากมลพิษทางอากาศของไทยมีมูลค่ากว่า 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 3.89 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบหนักในภาคการท่องเที่ยว

น.ส.ศยามล กล่าวต่อว่า ในการนี้ เพื่อผนึกกำลังของทุกภาคส่วนในประเทศไทยในการหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน กสม. จึงมีกำหนดจัดเวทีเสวนา “ผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤติฝุ่น PM 2.5 การคุ้มครองสิทธิและการก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00-16.30 น. ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหา ผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และพรรคการเมือง โดยจะรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยต่อไป