เมื่อวันที่ 4 พ.ค. นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะผู้จัดการเครือข่ายมหาวิทยาลัยรู้เท่าทันแอลกอฮอล์ กล่าวถึง กรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยเมาแล้วขับในเขตพื้นที่ จ.ปทุมธานี ทำให้ไรเดอร์เสียชีวิต เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงโศกนาฏกรรมเฉพาะราย แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขอยืนยันว่า การดื่มแอลกอฮอล์ไม่สามารถถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลได้ 100%  เพราะมีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินผู้อื่นเช่นกัน ดังนั้นพฤติกรรมดังกล่าวควรถูกพิจารณาว่าไม่ใช่แค่ความประมาททั่วไป  

นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวว่า  กรณีนี้ ผู้ต้องสงสัยเป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยจึงควรมีบทบาทในการหล่อหลอมความรับผิดชอบต่อสังคมของเยาวชน และควรมีมาตรการเชิงรุก เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากแอลกอฮอล์ควบคู่กับการจัดแคมเปญรณรงค์ให้นักศึกษาลดการบริโภคแอลกอฮอล์ แนวทางในการขับขี่ยานพาหนะอย่างปลอดภัย ขณะที่ครอบครัวควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการไม่ส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยง มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ในกรณีนี้ผู้ก่อเหตุและครอบครัวควรร่วมเยียวยาผู้เสียหาย ประเด็นสุดท้าย ทางเครือข่ายฯ ขอเรียกร้องบังคับใช้กฎหมายในกรณีดังกล่าวเป็นไปโดยเสมอภาค โปร่งใส เพื่อลดข้อครหาของสาธารณะ และรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม

​ด้าน นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ทนายความ เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม กล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์ดื่มแล้วขับชนคนตายเกิดขึ้นบ่อยมาก แทบกลายเป็นความชาชิน เป็นเรื่องปกติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความอันตรายขั้นสูงของปัญหาต่างๆ  ยากที่จะแก้ไข จึงถึงเวลาแล้วที่จะลดความสูญเสียอย่างเป็นรูปธรรม นำกรณีดังกล่าวไปสู่การแก้ไขกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเร็วๆ นี้เครือข่ายจะยื่นหนังสือต่อพรรคการเมืองเพื่อให้เร่งเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (2) และ มาตรา 160 ตรี วรรคท้าย ห้ามมิให้ผู้ใดขับขี่รถ ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น และหากการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 6 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเลิกถอนใบอนุญาตขับขี่ จึงต้องมีการลงโทษอย่างจริงจังเสียที


ทั้งนี้ ที่ผ่านมา หากผู้กระทำความผิดรู้สึกสำนึกในความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหาย โอกาสที่ศาลท่านจะพิจารณาลดโทษให้ค่อนข้างสูง และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วางหลักไว้ว่าหากคดีนั้นศาลลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และผู้นั้นไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือเคยรับโทษในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ความผิดเล็กน้อย หรือพ้นโทษมาแล้วเกินกว่า 5 ปี เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาววะแห่งจิต นิสัย อาชีพและสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปราณี ศาลอาจจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษ หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ก็ได้

“โดยสรุปคือ เมาแล้วขับชนคนตาย ก็อาจจะไม่ติดคุกจริง จึงจำเป็นที่สังคมต้องมาพิจารณาเรื่องการเพิ่มโทษคนเมาแล้วขับที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอย่างจริงจัง ต้องมีการติดคุกจริง โดยเฉพาะเรื่องการแก้กฎหมายที่ทุกพรรคการเมืองที่ควรให้ความสำคัญ” นายธีรภัทร์ กล่าว.