“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ในวันที่ 5 พ.ค.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม จะมอบนโยบาย และตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ซึ่ง ทอท. เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม ที่มีโครงการจำนวนมากต้องเร่งผลักดันในระยะเร่งด่วน(Quick Win) เพื่อยกระดับ และเพิ่มคุณภาพการบริการ อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายในการเดินทางทั้ง 365 วัน บนพื้นฐานของความสะดวก และปลอดภัย 

Screenshot

สำหรับโครงการของ ทอท. ที่ต้องเร่งรัดเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่ออนุมัติโครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(ทสภ.) วงเงินประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ทอท. พร้อมเสนอ ครม. และพร้อมเปิดประกวดราคา(ประมูล) ภายใน 3 เดือนหลังครม. อนุมัติ ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารของ ทสภ. เพิ่มขึ้น 15 ล้านคน จากปัจจุบันรองรับได้ 65 ล้านคนต่อปี เป็น 80ล้านคนต่อปี

 2.แผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) ทอท. ดำเนินการทบทวนแผนแม่บทฯ แล้วเสร็จ เตรียมพร้อมเสนอ ครม. มีแผนลงทุน 3 ระยะ 12 ปี วงเงินรวมประมาณ 2 แสนล้านบาท จะมีการก่อสร้าง อาทิ อาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้(South Terminal) เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ ทสภ. รองรับผู้โดยสารได้ 120 คนต่อปี และการก่อสร้างทางวิ่ง(รันเวย์) ที่ 4 เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินได้ถึง 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง จากปัจจุบันรองรับได้ 98 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ตั้งเป้าหมายจะเริ่มดำเนินการภายในปี 2570 เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ ทสภ.ให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 120 ล้านคนต่อปี ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง(ฮับ)การบินของภูมิภาค

3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะ(เฟส)ที่ 3 วงเงินประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ ทอท. ออกแบบรายละเอียดโครงการฯ แล้วเสร็จ เตรียมพร้อมเสนอ ครม. เพื่อขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของงานบางส่วน เนื่องจากโครงการนี้ได้รับอนุมัติจาก ครม. แล้วตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย.2565 แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จากมติ ครม. ต้องนำเสนอ ครม. พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง ทั้งนี้เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของ ทดม. ได้เพิ่มขึ้นอีก 15 ล้านคน จากปัจจุบัน 30 ล้านคนต่อปี รวมเป็นประมาณ 45 ล้านคนต่อปี และสามารถบริหารจัดการให้รองรับผู้โดยสารได้สูงสุดเป็น 50 ล้านคนต่อปี 

4.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่(ทชม.) เฟสที่ 1 วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท5.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต(ทภก.) เฟสที่ 2 วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งการพัฒนา ทชม. และ ทภก. อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569  และสามารถเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติโครงการฯ ได้ในปี 2570 และ 6.งานศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าในการลงทุน โครงการเบื้องต้นของท่าอากาศยานอันดามัน และท่าอากาศยานล้านนา (Preliminary Feasibility Study) วงเงินรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท ทอท. ดำเนินการศึกษาฯ แล้วเสร็จ เตรียมเสนอกระทรวงคมนาคม และครม. พิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตามนอกจากโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ แล้ว ก่อนหน้านี้นายพิพัฒน์ ยังสั่งการให้ ทอท. เร่งหารือ และทำงานร่วมกับสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) จัดหาเทคโนโลยีตรวจจับติดตาม และหยุดยั้งอากาศยาน ไร้คนขับ (Drone) ที่บินรุกล้ำพื้นที่หวงห้ามที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน รวมทั้งเร่งจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อขับไล่กลุ่มนก บริเวณสนามบิน เพื่อการป้องกันอุบัติเหตุจากเครื่องบินชนนก (Bird Strike) ซึ่งเป็นอันตรายที่ร้ายแรงต่ออากาศยาน โดยเฉพาะในช่วงบินขึ้น และลงจอด  

นอกจากนี้ยังให้เร่งเปิดประมูลโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. ไปแล้ว ได้แก่ โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ณ ทสภ. ของผู้ประกอบการรายที่ 2 วงเงินประมาณ 9พันล้านบาท และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ทสภ. ของผู้ประกอบการรายที่ 2 วงเงินประมาณ 1.5หมื่นล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่าง TOR คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน ก.ย.2569 ได้ผู้ชนะการประมูลปลายปี 2569