นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เอ็นที ได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารกลับไปทบทวนกรอบงบลงทุนใหม่ หลังเสนอวงเงินราว 4,800 ล้านบาท โดยบอร์ดเห็นว่า ไม่สามารถเดินหน้าลงทุนด้วยกรอบวงเงินดังกล่าว ให้ปรับลดลงมาอยู่ในระดับไม่ถึง 4,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจ ศักยภาพธุรกิจ โดยเฉพาะปีนี้เอ็นทียังมีประมาณการขาดทุนราว 6,000-8,000 ล้านบาท

“บอร์ดต้องการให้ทบทวนงบลงทุน จัดลำดับความสำคัญของโครงการใหม่ๆ เน้นธุรกิจที่สามารถแข่งขันและทำกำไรได้ จึงต้องประเมินให้รอบคอบว่าโครงการใดมีความจำเป็น และเป็นอนาคตของเอ็นที โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจใหม่ที่ควรเป็นฐานรายได้หลักในอนาคต เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์, คลาวด์, เคเบิลใต้น้ำ และดาวเทียม ให้น้ำหนักกับธุรกิจที่เห็นโอกาสเชิงพาณิชย์ชัดเจน เพื่อประคองฐานะการเงินให้สอดคล้องกับรายได้จริง ส่วนการพลิกฟื้นผลประกอบการในระยะต่อไปยังต้องอาศัยทั้งการสร้างรายได้ใหม่ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด”

นายพชร กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าเรื่องสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่นั้น ทางบอร์ดได้ประเมินผลการดำเนินงานของ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่คนปัจจุบันแล้ว ผลการประเมินอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ของบอร์ด และได้มีมติที่จะต่ออายุการดำรงตำแหน่งออกไปอีก 1 ปี หลังจากที่จะหมดวาระในเดือน ก.ค. 69 นี้ เนื่องจากกระบวนการสรรหายังไม่ได้เริ่ม และต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ องค์กรต้องมีผู้บริหารสูงสุด การมีรักษาการอาจไม่ตอบโจทย์ และบอร์ดไม่ต้องการมานั่งรักษาการเอง โดย พ.อ.สรรพชัยย์ สามารถดำรงตำแหน่งได้ตามข้อบังคับของบริษัทจนถึงอายุ 60 ปี คือช่วงกลางปี 70 และไม่ขัดกับข้อกฎหมาย ซึ่งบอร์ดได้รายงานให้ทาง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี และ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี รับทราบแล้ว เพราะการสรรหากรรมการผู้จัดการเป็นอำนาจของบอร์ดเอ็นที

“คาดว่าจะเสนอเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมบอร์ดเพื่อเห็นชอบในวันที่ 25 พ.ค. นี้ ส่วนเรื่องผลตอบแทนจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติ เนื่องจากการจ้างต่อมีขั้นตอนที่ซับซ้อนน้อยกว่าการเริ่มกระบวนการจ้างใหม่ ซึ่งต้องตั้งคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างผลตอบแทน โดยดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ดี บอร์ดจะเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างด้านการบริหารเมื่อถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจริง” นายพชร กล่าว

ส่วนกรณีสหภาพแรงงานของเอ็นทีเรียกร้องเรื่องโบนัสนั้น จะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และข้อเท็จจริงของผลประกอบการ แม้ปีนี้เอ็นทีจะมีผลประกอบการที่เป็นกำไร แต่ต้องพิจารณาว่ากำไรดังกล่าวเกิดจากรายได้จากการดำเนินงานจริง หรือเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น การประหยัดรายจ่าย หรือการชนะคดี เพราะหากกำไรไม่ได้มาจากรายได้หลักของธุรกิจ การพิจารณาโบนัสในระดับสูงสุดอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ขององค์กร

“การจ่ายโบนัสถือเป็นขวัญกำลังใจและเป็นสิทธิของพนักงานตามหลักเกณฑ์ แต่ฝ่ายจัดการจำเป็นต้องหารือกับสหภาพแรงงานให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของเอ็นทีในปัจจุบัน เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่องค์กรต้องเผชิญภาระด้านรายได้ที่อาจจะขาดทุน ดังนั้น การพิจารณาผลตอบแทนต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างขวัญกำลังใจของพนักงานกับความมั่นคงทางการเงินขององค์กรในระยะยาวด้วย” นายพชร กล่าว