น..ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช  รมช.เกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าเกษตรคุณภาพ การแปรรูปเพิ่มมูลค่า และการขยายช่องทางตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยยกระดับรายได้และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว การดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาเกษตรกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง อ.เวียงชัย จ.เชียงราย  ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรที่รวมตัวกันพัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งคุณภาพของชุมชน จากเดิมที่เก็บน้ำผึ้งป่ามาจำหน่าย ก่อนต่อยอดสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งน้ำผึ้งเดือนห้า น้ำผึ้งดอกลำไย น้ำผึ้งดอกลิ้นจี่ ขิงอบน้ำผึ้ง เกสรผึ้ง และสบู่น้ำผึ้ง พร้อมยกระดับกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานรองรับทั้ง อย. และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกกว่า 30 ราย และกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านการผลิตและบริหารจัดการสินค้าเกษตรของชุมชนในพื้นที่

นอกจากการติดตามการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับการผลิตข้าวในพื้นที่ด้วย โดยรัฐมนตรีช่วยฯ ได้ติดตามการดำเนินงานของกลุ่มข้าวอินทรีย์และศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเมืองชุม โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 31 ราย พื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand จำนวน 347 ไร่ และได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตเพื่อการส่งออกทั้งมาตรฐานสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา (USDA) รวม 179 ไร่ โดยกลุ่มมีการผลิตข้าวอินทรีย์หลากหลายสายพันธุ์ ทั้งข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวมะลิแดง ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าว กข6 พร้อมแปรรูปเป็นข้าวกล้องบรรจุถุงสุญญากาศเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเท

การพัฒนาเกษตรอินทรีย์และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรชุมชน ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพราะนอกจากช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันตลาดยังมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง

“เชียงรายเป็นอีกพื้นที่ที่มีของดีและมีศักยภาพเยอะมาก ทั้งเรื่องน้ำผึ้งคุณภาพและข้าวอินทรีย์ที่พัฒนาไปถึงมาตรฐานส่งออกได้ เห็นแล้วรู้สึกดีใจที่พี่น้องเกษตรกรมีการรวมกลุ่ม ช่วยกันพัฒนาสินค้าและต่อยอดสร้างรายได้ให้ชุมชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมเข้าไปช่วยสนับสนุนต่อ ทั้งเรื่องความรู้ การแปรรูป การทำตลาดออนไลน์ รวมถึงช่วยเปิดโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ เพื่อให้เกษตรกรขายสินค้าได้มากขึ้น มีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น และสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน”

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยฯ ได้พบปะเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมมอบปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์ผักและกล้าไม้ผล จำนวน 20 ชุด ชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดโรคข้าว จำนวน 100 ชุด และน้ำหมักชีวภาพ พด.2 และ พด.7 จำนวน 50 ชุด เพื่อสนับสนุนการทำเกษตรปลอดภัย ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป