เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสังคมตั้งคําถามถึงความหละหลวมในการออกทะเบียนราษฎร หลังพบว่าชาวจีนที่ถูกจับพร้อมอาวุธสงคราม ถือบัตรประจําตัวไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ว่า ขณะนี้การออกทะเบียนราษฎร การโอนสัญชาติทุกอย่างเข้มข้นมาก กรณีที่เป็นประเด็นขึ้นมา ตนไม่ขอเอ่ยชื่อ เพราะเคารพในสิทธิส่วนบุคคล เท่าที่ทราบขณะนี้ยังไม่มีการให้สัญชาติอะไร อย่าเอาปลาเน่าตัวเดียวไปติเรือทั้งโกลน เรื่องนี้ไม่จําเป็นต้องสังคายนาใหม่ เพราะกฎระเบียบดีอยู่แล้ว เพียงแต่อย่าให้คนที่มีปัญหาทำผิดกฎหมาย มีประวัติไม่ดี เข้ามาในสารระบบ และอย่าแกล้งเซ่อ เพราะว่ามันไม่มีทางหลุดรอดพ้นกระบวนการตรวจสอบของระบบราชการไปได้ ถ้าหลุดไปก็แกล้งทั้งนั้น ต้องดําเนินการลงโทษไม่รู้กี่คนแล้ว อย่างเช่นที่ จ.เชียงใหม่ ที่มีการเอาบัตรประชาชนไปขาย นายอําเภอที่เกี่ยวข้องก็ถูกดําเนินคดีให้ออกจากราชการแล้ว ใครทำผิดก็ใช้กระบวนการทางกฎหมายดําเนินการ
เมื่อถามว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจได้รายงานความคืบหน้า กรณีการจับกุม นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีนที่ถูกจับกุมพร้อมอาวุธสงคราม ที่ จ.ชลบุรี แล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีการรายงานมาแล้วตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา และมีการขยายผล ตนได้คุยกับผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่าคนที่สะสมอาวุธร้ายแรงเป็นงานอดิเรกนั้น ตามกฎหมายขณะนี้ทําไม่ได้ เพราะตนออกระเบียบห้ามการพกพาอาวุธ ห้ามซื้อห้ามออกใบอนุญาต ตั้งแต่เป็น รมว.มหาดไทย 2-3 ปีที่แล้ว จะทําเป็นงานอดิเรกก็มีข้อยกเว้น และตนบอก ผบ.ตร. ไปว่าหากเป็นเรา ไปทําเช่นนี้ในต่างประเทศ จะได้กลับประเทศหรือไม่ คงเป็นเรื่องราวใหญ่โต ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องนี้ต้องขยายผลไปให้ถึงเครือข่าย จนกว่าเราจะมั่นใจว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ต่อประเทศไทยและคนไทย
เมื่อถามต่อว่า จําเป็นต้องทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า กําลังทบทวนอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ต้องชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่ว่าฟรี เข้ามาแล้วไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ตอนที่ยังไม่มีนโยบายก็มีคําถามว่าทําไมไม่ปล่อยวีซ่า เราต้องหาจุดที่ลงตัว อย่าเอากรณีที่เกิดขึ้น 2-3 เคส ไปเปรียบเทียบทั้งหมด เราสามารถสร้างรายได้จากคนเป็นแสนเป็นล้านคน อย่ามีปัญหาแค่ร้อยคน ก็ไปแก้ปัญหาที่ร้อยคนนั้น



