ที่จะต้องมีการคุมประพฤติติดกำไล EM และสั่งห้ามเดินทางออกประเทศ หลังถูกคุมขังเป็นระยะเวลา 8 เดือน โดยจะได้รับอิสรภาพเต็มตัว 9 ก.ย.ปีนี้ ท่ามกลางความดีใจของครอบครัวที่ไปเข้าเยี่ยมถึง 243 วัน ต่างต้อนรับพ่อกลับบ้านทั้งลูกสาว ลูกชายและหลานๆ

ตลอดระยะเวลาที่ “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ต้องอยู่ในเรือนจำ สถานการณ์ทางการเมืองภายนอกพรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับการเติบโตของคู่แข่งอย่างพรรคภูมิใจไทย ที่วันนี้ได้เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งในมิติทางการเมือง หลายฝ่ายเชื่อว่า ไม่น่าจะวางมือทางการเมืองทำหน้าที่กุนซือหลังม่านของพรรคเพื่อไทยต่อไป ถือเป็นโจทย์ท้าทายเพื่อกอบกู้ศรัทธาพรรคเพื่อไทยกลับคืนมา หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมาตกไปอยู่ลำดับ 3 ไม่วางมืออยู่บ้านเลี้ยงหลานอย่างที่มีการคาดการณ์กันไว้

บทเรียนราคาแพงที่คนในครอบครัว “ชินวัตร”จะต้องประเมินถึงผลเสีย หากยังคงดันทุรังที่จะอยู่เบื้องหลังชักใยการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย มีแต่พังพินาศเหมือนที่ผ่านมา บทเรียนกลายมาหลอกหลอน ทำร้ายตัวเองและครอบครัวตลอดไป คราวนี้ก็เช่นเดียวกัน หวังว่าน่าจะสรุปบทเรียนแล้วทำใจให้ได้ว่า หมดยุคสมัยของพวกเขาแล้ว และการเมืองของเพื่อไทยไม่ง่าย เป็นที่รู้กันว่า เพื่อไทยวันนี้ไม่ได้ “ป๊อปปูล่าร์” เช่นยุคไทยรักไทย และ “เพื่อไทย”วันนี้เพิ่งผ่านความเจ็บปวดซ้ำๆ มาสดๆ

ในอนาคตคงต้องจับตาท่าทีของ“อดีตนายกทักษิณ”หลังออกจากเรือนจำ จึงจะเป็นตัวกำหนดอนาคตทางการเมืองของเพื่อไทยหลังจากนี้

แต่ที่แน่ๆพรรคเพื่อไทยจะกลับมาคึกคักขึ้นความกล้าหาญในการตัดสินใจ ความกล้าที่คิดนอกกรอบ จะเกิดมากขึ้นในกระบวนการดำเนินนโยบายในกระทรวงที่เพื่อไทยดูแลอยู่ แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเลือกขยับไปในทาง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทักษิณยังเป็นคนสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในการเมืองไทยในอนาคต

โดย ”อนุทิน ชาญวีรกูล“ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ออกมาแสดงความคิดในเรื่องนี้เช่นเดียวว่า “มีอยู่แล้ว กรุงเทพฯมันแคบแค่นี้ การพบปะกับคนที่รู้จักกันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร

ผมเคารพนับถือ และเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาท่านมากว่า 20 ปี มีความผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวท่านด้วย เดี๋ยววันใด วันหนึ่งก็อาจจะมีโอกาสได้พบกัน ท่านตามโอกาสต่างๆ แล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้ท่านออกมาใหม่ๆ ยังพักโทษอยู่ มีข้อจำกัดและยังคงไม่สะดวก ให้คนภายนอกครอบครัวไปพบ และยังไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้นว่าท่านจะวางมือทางการเมืองหรือจะทำให้เกิดแรงเคลื่อนทางการเมือง”

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้มิใช่เพียงการกลับมาของ “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่ แม้“ตระกูลชินวัตร”จะพยายามรักษาสถานะนำในเชิงมวลชน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ในทางนิติบัญญัติและตุลาการภิวัฒน์ กลับเป็น“ตระกูลชิดชอบ”ที่วางรากฐานและกุมอำนาจรัฐไว้อย่างเบ็ดเสร็จกว่ายุคสมัยใดที่ผ่านมา