รศ.ชัชรี แก้วสุรลิขิต รองหัวหน้าหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน และอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มก. เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความพยายามในการย้ายปลูกและฟื้นฟูหญ้าทะเลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เคยมีรายงานผลสำเร็จในระดับที่สามารถขยายผลได้อย่างชัดเจน เนื่องจากข้อจำกัดสำคัญ คือการเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการใช้พันธุ์หญ้าทะเลที่มีการเติบโตช้าที่ผ่านมาการปลูกหญ้าทะเลส่วนใหญ่มักเลือกใช้ “หญ้าชะเงาใบยาว” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ใช้เวลานานถึง 2 ปีจึงจะแตกต้นใหม่ จาก 1 ต้น เป็น 2 ต้น ส่งผลให้เมื่อมีการตัดแยกกอขนาดใหญ่จากธรรมชาติเพื่อนำมาปลูกใหม่แต่ไม่สามารถอยู่รอดได้ กลับกลายเป็นการลดจำนวนแหล่งต้นพันธุ์ในธรรมชาติโดยไม่ตั้งใจ

จากปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจึงใช้เวลากว่า 5 ปี พัฒนา “เทคนิค KU-SST” ขึ้นมา โดยรวบรวมข้อมูลพื้นที่หญ้าทะเลทั่วประเทศมากกว่า 600 จุด ครอบคลุมทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อกำหนดเป็นค่าคะแนนปัจจัยสิ่งแวดล้อม นำเข้าระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ จนนำไปสู่การสร้างแผนที่ประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกหญ้าทะเล ซึ่งแบ่งระดับเป็นพื้นที่ 5 ระดับ จาก เหมาะสมมากที่สุด จนถึงเหมาะสมน้อยที่สุด ผลการตรวจสอบพบว่า เทคนิค KU-SST มีค่าความแม่นยำเฉลี่ยสูงถึง 80% และในบางพื้นที่สามารถให้ผลแม่นยำได้สูงสุดถึง 93% โดยจุดเด่นสำคัญคือ ผู้ใช้งานสามารถเปิดแผนที่ผ่านแอปพลิเคชัน Google Earth บนโทรศัพท์มือถือ และนำไปใช้ประกอบการลงพื้นที่จริงเพื่อเลือกจุดปลูกที่เหมาะสมได้ทันที

ในการทดสอบประสิทธิภาพของเทคนิค KU-SST ทีมวิจัยได้เลือกใช้ “หญ้าชะเงาใบสั้น” หรือหญ้าชะเงาเต่า ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีอัตราการขยายตัวเร็วกว่าหญ้าชะเงาใบยาว โดยนำต้นพันธุ์จากพื้นที่ใกล้เคียงมาทดลองปลูกใน “พื้นที่ใหม่ที่ไม่เคยมีหญ้าทะเลมาก่อน” เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในการนำไปใช้เสาะหาพื้นที่ใหม่สำหรับสร้างแหล่งหญ้าทะเล เป็นการประกันความเสี่ยงในอนาคตหากพื้นที่หญ้าทะเลเดิมเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ผลการทดลองสร้างความประทับใจอย่างมาก เมื่อพบว่าหญ้าทะเลจำนวนเพียง 3 ต้น สามารถเจริญเติบโตและแตกกอเพิ่มขึ้นเป็น 58 ต้น ภายในระยะเวลาเพียง 10 เดือน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ20 เท่า พร้อมทั้งสามารถอยู่รอดผ่านช่วงน้ำลงต่ำสุดและฤดูมรสุมที่รุนแรงได้อย่างสมบูรณ์ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการเลือกพื้นที่ปลูกด้วยเทคนิค KU-SST ได้อย่างชัดเจน

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสนับสนุนทุนวิจัยหลักจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ที่มุ่งผลักดันงานวิจัยให้ตอบโจทย์ประเทศอย่างแท้จริง รวมถึงการสนับสนุนจากภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ภายใต้การประสานงานของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หัวหน้าหน่วยวิจัยฯปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคนิค และวิธีการใช้เทคนิค KU-SSTให้กับนักวิชาการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ครบทั้ง 5 ศูนย์ทั่วประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อขยายผลสู่การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งในระดับชาติ

ความสำเร็จของการพัฒนาเทคนิค KU-SST ไม่เพียงเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการของคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศ ทั้งด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล และการดูดซับคาร์บอนผ่านทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศในมิติสิ่งแวดล้อมและการรับมือภาวะโลกร้อนในระยะยาว