เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่โรงแรมพิมานการ์เด้น บูติค โฮเต็ล จ.ขอนแก่น เครือข่ายประชาชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาในหลายภูมิภาคของประเทศไทย รวม 14 องค์กรเครือข่าย อาทิ กลุ่มคนรักบ้านเกิดด่านขุนทด จ.นครราชสีมา กลุ่มอนุรักษ์ป่าน้ำซับคำป่าหลาย จ.มุกดาหาร เครือข่ายผู้หญิงลุ่มน้ำกก ตอนบน กรณีแม่น้ำกก ท่าตอน จ.เชียงใหม่ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (PI) เป็นต้น ร่วมกันจัดแถลงข่าวภายใต้หัวข้อ “พลังงานสะอาดของใคร?” ข้อเสนอจากเครือข่ายประชาชนถึงรัฐบาลสู่ประชาธิปไตยพลังงาน สิทธิชุมชน และความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นการส่งเสียงจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาในนามของ “พลังงานสะอาด” “เศรษฐกิจสีเขียว” และ “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ซึ่งเครือข่ายเห็นว่า แม้จะถูกนำเสนอว่าเป็นทางออกของวิกฤติโลกร้อน แต่ในทางปฏิบัติกลับนำไปสู่การแย่งยึดทรัพยากร การทำลายระบบนิเวศ และการละเมิดสิทธิชุมชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
โดยเครือข่ายมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย ดังนี้ 1.ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน ผ่านกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อรับรองเสรีภาพในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยสันติ รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และรับรองสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ปลอดภัย และสมดุลทางนิเวศ 2. ต้องยกเลิกนโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างที่เอื้อทุนผูกขาด ยกเลิกแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ปฏิรูปกฎหมายพลังงานเพื่อยุติการผูกขาดและการแสวงหากำไรจากวิกฤติของประชาชน และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม
3.ต้องปฏิรูปกฎหมายที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ คืนสิทธิในที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากรให้แก่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม รับรองว่าทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่ผิวดินถึงใต้ดินต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของทุนข้ามชาติ และรับรองหลัก FPIC หรือ “การให้ฉันทานุมัติโดยเป็นอิสระ ได้รับการบอกแจ้งล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน” ในทุกโครงการพัฒนา 4.ต้องยุติโครงการพัฒนาที่ละเมิดสิทธิชุมชน หยุดเหมืองแร่ที่ทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หยุดกังหันลมที่แย่งยึดที่ดิน หยุด Data Center ที่กินไฟมหาศาล หยุดการสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า และการขยายนิคมอุตสาหกรรมที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และยุติการบังคับโยกย้ายประชาชนในนามของการพัฒนา
5.ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และยุติกฎหมายพิเศษที่ใช้ควบคุมและปิดปากประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 6.ต้องรับรองสิทธิด้านสวัสดิการ สุขภาพ การศึกษา และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ ประกันรายได้ที่เป็นธรรม คุ้มครองประชาชนจากผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษและโครงการพัฒนา ปรับโครงสร้างค่าไฟ กำหนดราคาน้ำมันอย่างเป็นธรรม และรับรองสิทธิของเกษตรกรในการต่อรองราคาผลผลิต
7.ต้องยุติการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน หยุดการฟ้องคดียุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ หรือ SLAPP หยุดการข่มขู่คุกคามโดยรัฐ บริษัท และหน่วยงานความมั่นคง หยุดคุกคามตามตัวนักปกป้องสิทธิ นักคิด นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหว พร้อมจัดตั้งกลไกอิสระในการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนา 8.ต้องตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลบริษัทข้ามชาติ ทุนต่างชาติ และผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงการพลังงาน เหมืองแร่ คาร์บอนเครดิต Data Center และโครงการพัฒนาในประเทศไทยทั้งหมด โดยประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลสัญญา EIA การถือหุ้น แหล่งเงินทุน และผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างโปร่งใส
หลังจากนี้ตัวแทนเครือข่ายฯ จะส่งข้อเรียกร้องดังกล่าวถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายพลังงานและการพัฒนาที่กระทบต่อสิทธิชุมชน และผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริงโดยเครือข่ายยืนยันร่วมกันว่าอนาคตที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากประชาชนยังไม่มีสิทธิในการกำหนดว่า ที่ดิน น้ำ ป่า แร่ พลังงาน และทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงชีวิต จะถูกใช้ไปเพื่อใคร โดยคาดหวังว่ารัฐบาลจะตอบรับข้อเสนอ
สามารถอ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/share/p/1N7qNwcyz4/



