เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ได้หารือทวิภาคีกับนายสุพรหมยัม ชัยศังกระ รมว.ต่างประเทศของอินเดีย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องการการค้าและการลงทุนกับอินเดียมากขึ้น ซึ่งขณะนี้การค้าระหว่างไทยกับอินเดีย ได้ขยายจนมีมูลค่า 21,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 25% และมีจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียในไทยปีละประมาณ 2.5 ล้านคน เรามีกลุ่มประเทศความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC โดยอินเดียได้เห็นความสำคัญของไทย ในฐานะที่เขาอยากจะขยายความสัมพันธ์กับอาเซียน เขาเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่เชื่อมอินเดียกับอาเซียนได้ ขณะเดียวกัน เราอยู่ในภูมิภาคที่เรียกว่าอินโด-แปซิฟิก เราเห็นตรงกันว่าจะต้องเปิดกว้าง เน้นกติกา และมีความร่วมมือระหว่างกัน 

นอกจากนี้ไทยยังเป็นเพื่อนบ้านกับเมียนมา ซึ่งช่วงนี้ประเทศไทยพยายามขับเคลื่อนบทบาทที่ต้องการเห็นสันติภาพในเมียนมาโดยมองสถานการณ์ความเป็นจริง

แม้การเลือกตั้งในเมียนมาจะไม่ได้สมบูรณ์ แต่ไทยจะต้องกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา เพื่อผลประโยชน์ของไทยเอง เพราะเรื่องชายแดนมีปัญหาทุกวัน ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด มลพิษ และการค้าชายแดน เราต้องติดต่อกับรัฐบาลและชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนด้วย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจะต้องติดต่อกับรัฐบาลใหม่ของเมียนมา โดยหวังว่าเมียนมาจะเดินหน้าการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ ขณะนี้ไทยเป็นหัวหอกในการนำเมียนมากลับสู่อาเซียน 

เราคิดว่าอาเซียนหากไม่มีเมียนมาก็ไม่เข้มแข็งเหมือนแต่ก่อน ขณะเดียวกัน หากเมียนมาถูกโดดเดี่ยว ก็อาจกลายเป็นเวทีการแข่งขันของมหาอำนาจได้ เราจึงอยากให้เมียนมากลับมา อินเดียก็เห็นว่าบทบาทประเทศไทยมีความสำคัญ นอกจากการประชุมเรื่องเมียนมาในกรอบอาเซียน เรามีการประชุมเรื่องเมียนมาในกรอบการประชุมอื่น ๆ อีก เช่น อินเดียและจีน ซึ่งอินเดียอยากให้ไทยจัดการประชุมกับเพื่อนบ้านของเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งตนบอกว่าอาจให้อินเดียเป็นเจ้าภาพ