เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่รัฐสภา นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง พร้อมคณะ เข้ายื่นหนังสือต่อนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ขอให้ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่รัฐ 3 คน เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับคดีความผิดมูลฐานในคดีฟอกเงิน ตามมาตรา 3 (5) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า นี่เป็นคดีแรกที่มายื่นต่อประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ขอให้ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่รัฐ 3 คน โดยสืบเนื่องจากมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์  คดีหมายเลขดำที่ อท 423/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 4978/2567  ระหว่าง บริษัทระบบขนส่งมวลชน กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ 7 คน ในขณะทำหน้าที่คณะกรรมการคัดเลือกผู้รับงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า สายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ตามที่ ครม. มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2563 การกระทำของจำเลยทั้ง 7 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงนำความมาฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลพิจารณาแล้วยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาประทับรับฟ้องวันที่ 4 พ.ย. 2567 ศาลอ่านคำพิพากษา 25 ก.ย. 2568 โดยในจำเลยทั้ง 7 คน มีบุคคลสาธารณะตำแหน่งสูง 3 คน คือ 1.นายประภาศ  คงเอียด เป็นจำเลยที่ 5 ปัจจุบันเป็นกรรมการ ป.ป.ช. 2.นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ จำเลยที่ 3 ปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบก 3.นายกาจผจญ  อุดมธรรมภักดี จำเลยที่ 7 ปัจจุบันเป็นผู้ว่าการ รฟม. และคนนอก คือ นาย อ. รัตนดิลก ณ ภูเก็ต จำเลยที่ 6 ซึ่ง กกต.แต่งตั้งให้เป็นอนุวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 พิจารณาคดีฮั้ว สว.  

นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นที่น่าสนใจและเป็นคดีใหญ่ที่จะนำไปสู่เรื่องราวต่างๆ ขององค์กรอิสระที่ไปที่มาความถูกต้องสุจริตเที่ยงธรรมมีจริงหรือไม่ เนื่องจากคนเหล่านี้มีภาคเอกชนเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตประพฤติมิชอบ และเป็นคดีที่ตนไปร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตมิชอบ แต่ศาลตีตกระบุว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจร้อง จึงมาร้องต่อ กมธ. เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ เพราะบุคคลเหล่านี้แม้มีคดีอยู่ แต่สมาชิกวุฒิสภากลับยกมือให้ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผ่านมาได้อย่างไร หรือใช้วิธีไหนหลบเลี่ยงการตรวจสอบคุณสมบัติเข้ามาได้ หรือเพื่อช่วยใคร หรืออุ้มคดีไหนให้ปล่อยผ่านหรือไม่ เช่น คดีอดีตรัฐมนตรีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินไปเรียบร้อยแล้วแต่ท่านกลับมายก เช่นเดียวกับผู้ที่ถูกตั้งเป็นองค์กรใหญ่นั้น รมว. ผู้แต่งตั้งมีการปล่อยผ่านหรือไม่ และบุคคลนอกนั้นมีพฤติกรรมปกปิดคดีขบวนความยุติธรรม

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญคือ 1.เหตุใดศาลจึงทอดเวลาอ่านคำพิพากษาคดีนี้นานถึง 10 เดือน เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งจำเลยหลายคนให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นหรือไม่ 2.เหตุใด จำเลยที่ 5 ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่กรรมการ ป.ป.ช. จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 7 ไม่มีคำสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนหรือพิจารณา หรือผลแห่งคดีได้ 3.เป็นปัญหาข้อกฎหมายกรณี จำเลยที่ 5 ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นความผิดตามมาตรา 157 (อาญา) มาตรา 172 (ป.ป.ช.) หรือไม่ และประธานวุฒิสภาผู้รับสนองพระบรมราชโองการต้องรับผิดชอบ หรือไม่ 4.กระบวนการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งของจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 7 ต้องมีผู้รับผิดชอบหรือไม่ 5.รมว.คมนาคม หรือคณะกรรมการ รฟม. ไม่มีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 หรือ จำเลยที่ 7 (แล้วแต่กรณี) พักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อน จะมีความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ 6.การกระทำของจำเลยทั้ง 7 เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมาย ปปง. ต้องถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือไม่

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า หากถามว่าเหตุใดตนไม่ไปร้องต่อศาล ก็ต้องบอกว่าไปมาแล้ว แต่ถูกตีตก บอกว่าไม่มีอำนาจร้อง ดังนั้นเราไม่มีความมั่นใจ จึงได้มายื่นต่อ กมธ. ย้ำว่า ความสง่างามในการดำรงตำแหน่งเหล่านี้หายไป เริ่มก้าวแรกก็ไม่มีความซื่อสัตย์ ไปทำหน้าที่ตัดสินชาวบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ย้ำว่า ยศของท่านขึ้นอยู่กับสามัญสำนึก ท่านน่าจะรู้แก่ตัวเอง ท่านน่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว นี่คือสัญญาณของคำว่าผู้ที่มีตำแหน่งอันทรงเกียรติที่ทำ คำนำหน้าว่า ท่าน ต้องมาจากความซื่อสัตย์สุจริตอย่างสง่างาม ด้าน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนรับเรื่องเพื่อไปตรวจสอบ และเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล รวมถึงขอเวลาในการศึกษาคำพิพากษาศาล เมื่อมีความคืบหน้าจะแจ้งต่อผู้ร้องและสิ่อมวลชนต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะหากปรากฏความว่าเป็นไปอย่างที่มีการร้องเรียนจริงๆ จะเป็นใหญ่เรื่องหนึ่งของปัญหาของประเทศชาติ.