นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่แหล่งน้ำจืด หรือ “ฤดูน้ำแดง” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2507 เพื่อปกป้องและคุ้มครองสัตว์น้ำจืดให้มีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์ พร้อมติดตามและประเมินผลทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงมาตรการให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด ข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ปริมาณน้ำท่า และข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน จนล่าสุดเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา กรมประมงได้ออกประกาศฉบับใหม่โดยเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด สามารถออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขการทำการประมงให้มีความเหมาะสมตามสภาพข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่ และมีผลบังคับใช้ในระยะเวลา 5 ปี (ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2572) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการติดตามและประเมินผลทางวิชาการ เนื่องจากการศึกษาวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลในระยะยาวจะช่วยให้เห็นถึงแนวโน้มและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป
ดังนั้น กรมประมงจึงยังคงกำหนดพื้นที่และระยะเวลา รวมถึงเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้เป็นไปตามมาตรการเดิม ซึ่งแบ่งพื้นที่และระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกเป็น 3 ระยะ ตามความเหมาะสมของระบบนิเวศแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ตามห้วงเวลาและพื้นที่ ดังต่อไปนี้
ระยะที่ 1 : วันที่ 16 พฤษภาคม – 15 สิงหาคม ของทุกปี ในพื้นที่ 33 จังหวัด และ 1 อ่างเก็บน้ำ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล และในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามแผนที่ท้ายประกาศ
ระยะที่ 2 : วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม ของทุกปี ในพื้นที่ 39 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดหนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เว้นแต่ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้อยู่ภายใต้บังคับระยะเวลาตาม ระยะที่ 1
ระยะที่ 3 : วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน ของทุกปี ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา
โดยมีเครื่องมือ วิธีการทำการประมงและเงื่อนไขในการทำประมงที่อนุญาตให้สามารถทำการประมงได้ ดังนี้ 1. เบ็ดทุกชนิด ยกเว้น เบ็ดราว เบ็ดพวงที่ทำการประมงโดยวิธีการกระชาก หรือการใช้เครื่องมืออื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน 2. ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดา (ไม่เรียงหน้าไล่ต้อนสัตว์น้ำ) ตั้งแต่ 3 เครื่องมือขึ้นไป 3. สุ่ม ฉมวก และส้อม 4. ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน 5. แหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร)
ทั้งนี้ การทำการประมงเพื่อการศึกษา วิจัย ทดลองทางวิชาการ หรือในพื้นที่โครงการที่ดำเนินการของทางราชการ ซึ่งต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมงหรือผู้ที่อธิบดีกรมประมงมอบหมาย หรือเพื่อเป็นการช่วยชีวิตของสัตว์น้ำโดยเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมงหรือภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมง



