นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ยางพาราไทยในปี 2569 ยังอยู่ในทิศทางบวกต่อเนื่อง หลังราคายางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะอุปทานโลกตึงตัว ขณะที่ความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางล้อและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังขยายตัว ส่งผลให้ราคายางเฉลี่ยเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 70–100 บาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่หนุนราคายางมาจากผลผลิตโลกที่ลดลงในหลายประเทศผู้ผลิตหลัก อันเป็นผลจากสภาพอากาศแปรปรวนและปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ขณะเดียวกันความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในหลายภูมิภาค ยังส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันและยางสังเคราะห์ทรงตัวในระดับสูง ส่งผลดีต่อความต้องการใช้ยางธรรมชาติในตลาดโลก
ด้านภาพรวมตลาดโลก คาดว่าปี 2569 การผลิตยางธรรมชาติทั่วโลกจะอยู่ที่ประมาณ 15.32 ล้านตัน ต่ำกว่าความต้องการใช้ที่ 15.60 ล้านตัน ส่งผลให้ตลาดยังอยู่ในภาวะขาดดุลราว 280,000 ตัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคายางในระยะกลางถึงระยะยาว แม้ไทยยังคงเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลก แต่ก็ต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะโกตดิวัวร์ที่เร่งขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ในเดือนเม.ย.2569 ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ปรับขึ้นแตะระดับ 81.61 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาน้ำยางสดและยางก้อนถ้วยเพิ่มขึ้นกว่า 43% ตั้งแต่ต้นปี สะท้อนแรงซื้อจากภาคอุตสาหกรรมก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงจำกัดการกรีดยางและทำให้อุปทานในตลาดลดลง
ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) กลายเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของอุตสาหกรรมยางไทย โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้เร่งผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ 100% จากสวนถึงโรงงาน เพื่อรักษาฐานลูกค้าในยุโรปและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG
สำหรับแนวโน้มเดือนพ.ค. 2569 ราคายางพารามีโอกาสทรงตัวถึงอ่อนตัวเล็กน้อย หลังผลผลิตใหม่เริ่มทยอยเข้าสู่ตลาด แต่ด้วยข้อจำกัดจากฝนตกชุกและความต้องการสต็อกจากจีนและยุโรป ยังช่วยพยุงราคาให้อยู่ในระดับสูงต่อไป ขณะที่เกษตรกรได้รับการแนะนำให้ปรับตัวด้วยการทำเกษตรผสมผสาน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสวนยางสู่ความยั่งยืน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลกในระยะยาว



