เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่กรมควบคุมโรค พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค ในฐานะโฆษกกรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้ออีโบลา ว่า ไม่ใช่โรคใหม่ เป็นโรคติดเชื้อไวรัส มีการระบาดในโซนแอฟริกาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2557 ล่าสุดปี 2569 พบการระบาดของสายพันธ์ุที่ไม่ได้พบบ่อยคือ “บันดิบูเกียว” ที่ดีอาร์คองโก ยูกันดา ซึ่งเราได้ข้อมูลมาเมื่อ 17 พ.ค. พบผู้ป่วยสงสัย 254 ราย อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ล่าสุดปัจจุบันสงสัยเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอีโบลา ราวๆ 160 กว่าราย ส่วนสถานการณ์ไทยปี 2569 ไม่มีทั้งผู้ป่วย และผู้ต้องสงสัยในประเทศแต่อย่างใด อีโบลามี 6 สายพันธุ์ แต่ที่สำคัญก่อโรคในคนมี 4 สายพันธุ์ ที่ระบาดต่อเนื่องคือสายพันธุ์แซยี ซึ่งมียารักษา และมีวัคซีนป้องกันโรค และยานี้มีในไทย
แต่ที่ระบาดในตอนนี้คือ สายพันธุ์บันดิบูเกียว ซึ่งยังไม่มีวัคซีนและยังไม่มียารักษา เข้าใจว่ามีการพัฒนาวัคซีนต้องใช้เวลาราวๆ 3 เดือน หรือ 6-9 เดือนเลย ดังนั้นทั่วโลกจึงกังวล การติดต่อคือการสัมผัสผ่านสารคัดหลั่ง และเลือด จึงแพร่กระจายช้า โดยหลังสัมผัสเชื้อจะมีระยะฟักตัว 2-21 วัน อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาจมีอาเจียน ท้องเสีย อาการรุนแรงอาจมีเลือดออกเสียชีวิตได้ โดยอัตราเสียชีวิต 40-80%
องค์การอนามัยโลกประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2569 แต่ยังไม่เข้าขั้นแพร่ระบาดทั่วโลกเหมือนโควิด ไทยเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมหน่วยงานต่างๆ โดยประกาศเขตติดโรคให้อีโบลา ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตราย ใน 2 ประเทศ คือ ดีอาร์คองโก และยูกันดา มีผลแล้วเมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการคัดกรองอย่างเข้มข้นทั้งด่านควบคุมโรค โรงพยาบาล โดยมีอาการและมีประวัติเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด หากมีประเทศอื่นด้วยก็จะประกาศพื้นที่ระบาดเพิ่ม ตลอดจนมีการสัมผัสสัตว์พาหะ ส่วนห้องแล็บนั้นมีการเตรียมความพร้อมตรวจแล้ว
นพ.โรม บัวทอง รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กล่าวว่า ผู้ที่เดินทางมาจาก 2 ประเทศ หากเป็นคนต่างชาติต้องมีการทำรายงานสุขภาพล่วงหน้า แล้วให้สายการบินส่งข้อมูลผู้โดยสารมายังกรมควบคุมโรค เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ารับตัวและประเมินความเสี่ยงทันทีที่เดินทางถึงประเทศไทย หากพบผู้เดินทางมีอาการป่วย จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่กำหนด ส่วนผู้มีความเสี่ยงสูง เช่น เป็นผู้สัมผัสผู้ป่วย จะถูกส่งเข้ากักกันโรค
สำหรับผู้เดินทางมาจาก 2 ประเทศ ไม่มีอาการป่วย สามารถเดินทางไปได้ทุกพื้นที่แต่ต้องให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวได้ และวัดไข้ทุกวัน เป็นเวลา 21 วัน โดยปัจจุบันไทยมีมาตรการดูแล 3 ระดับ ได้แก่ 1.เฝ้าสังเกตอาการ ผู้เดินทางสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เจ้าหน้าที่จะติดตามอาการทุกวัน 2.กักกันโรค สำหรับผู้มีความเสี่ยงสูง โดยเตรียมศูนย์กักกันที่สถาบันบำราศนราดูร รองรับได้ 60 ห้อง 90 คน และ 3.แยกกักรักษา สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยทันทีที่เดินทางถึงประเทศ ตอนนี้เราได้ส่งข้อมูลให้กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานการบินพลเรือน เพื่อส่งต่อไปยังสายการบินทุกแห่ง และผู้โดยสารทุกคน ประเด็นหลักจะบอกว่าเรามีมาตรการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป
“สายการบินพาผู้เดินทางที่มีอาการป่วย หรือผู้เดินทางเสี่ยงเข้าประเทศไทย แล้วมีการระบาดในประเทศไทย สายการบินจะต้องรับผิดชอบค่าดำเนินการควบคุมโรคโรคทั้งหมด ส่วนคนทั่วไปที่มีการรับเชื้อมาแล้ว ยังฝ่าฝืนมาตรา 42 ก็จะโดนโทษปรับหรือจำคุก นี่เป็นมาตรการที่แรงมาก” นพ.โรม กล่าว
นพ.โรม กล่าวว่า กล่าวว่า ทั้งนี้ ผู้เดินทางมาจาก 2 ประเทศนั้น เนื่องจากไม่มีสายการบินตรงมายังประเทศไทย ต้องเดินทางมาจากประเทศอื่น แต่ไม่ว่าจะเดินทางมาจากสายการบินใด เราสามารถติดตามได้ เนื่องจากมีการแจ้งให้สายการบินส่งชื่อมาล่วงหน้า เราจึงมั่นใจว่าผู้เดินทางมาจากเขตติดโรคทั้ง 2 แห่ง โดยข้อมูลวันที่ 21 พ.ค. มีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศรวม 5 คน แบ่งเป็นจากยูกันดา 4 คน และดีอาร์คองโก 1 คน โดยปลายทางอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ได้ส่งข้อมูลให้สำนักงานสาธารณสุขติดตามอาการครบ 21 วัน ปัจจุบันสุขภาพดี
วันนี้จะมีเดินทางเข้ามายังไทยอีก 4 คน ทั้งนี้เมื่อมีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 20 วันที่ผ่านมา มีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศรวม 126 คน ส่วนใหญ่เข้าทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฉลี่ยเข้าไทย 6-7 คนต่อวัน ถือว่าเป็นจำนวนที่ไทยยังสามารถบริหารจัดการได้ ปัจจุบันยังไม่มีปัญหาใดๆ ผู้เดินทางให้ความร่วมมือดีทั้งคนไทย และต่างชาติ นี่เป็นมาตรฐานเบื้องต้น อนาคตอาจมีการอัพมาตรการ หากมีการระบาดขยายวงกว้างขึ้น องค์การอนามัยโลก รายงานว่าสถานการณ์จริงๆ ของอีโบลาน่าจะระบาดมากกว่า 1 เดือนแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากผู้เดินทางไม่ได้บินตรงจาก 2 ประเทศเสี่ยง แต่แวะประเทศอื่นก่อนเข้าประเทศไทย จะมีมาตรการตรวจสอบ ควบคุมอย่างไรหรือไม่ นพ.โรม กล่าวว่า เป็นข้อจำกัดที่ยอมรับได้ว่าอาจมีบางกรณีหลุดจากระบบ หากเป็นการซื้อตั๋วคนละบุ๊กกิ้ง (Booking) และพักในประเทศที่ 3 ก่อนเดินทางเข้าไทย แต่ไทยได้ขอความร่วมมือสายการบินและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ช่วยตรวจสอบประวัติการเดินทาง รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า กรณีที่หลุดบุ๊กกิ้ง ข้างต้นแล้วปรากฏว่ามีผู้ติดเชื้อเดินทางเข้ามาแล้วเกิดการแพร่ระบาด สายการบินยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการควบคุมโรคหรือไม่ นพ.โรม กล่าวว่า หากสายการบินทราบข้อมูลความเสี่ยงหรืออาการป่วยของผู้โดยสารแล้ว แต่ยังอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศจนเกิดการระบาด สายการบินต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการควบคุมโรคทั้งหมด แต่หากเป็นเหตุสุดวิสัย อาจต้องพิจารณารายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง.



