นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมปฏิบัติการทำฝนหลวง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ รองรับความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง ยืนยันว่ากรมฝนหลวงฯ มีความพร้อมทั้งบุคลากรและอากาศยาน โดยมีเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 25 ลำ กระจายประจำอยู่ตามศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 80 แห่งทั่วประเทศ และสามารถเริ่มปฏิบัติการได้ทันที

สำหรับสภาพอากาศในช่วงนี้ ถือว่าเอื้อต่อการทำฝนหลวง เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสมต่อการก่อเมฆและกระตุ้น พร้อมปฏิบัติการทำฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำรับมือภัยแล้งจากอิทธิพลเอลนีโญ พร้อมนำนวัตกรรม เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง เพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการ และลดต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังเตรียมประสานกองทัพอากาศ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อใช้ข้อมูลดาวเทียมช่วยวางแผนการปฏิบัติการให้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกหนึ่งเทคโนโลยีใหม่ที่เตรียมนำมาใช้ คือ ระบบพ่นสารจากพื้นดินขึ้นสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นการเกิดฝนในพื้นที่ที่เครื่องบินเข้าถึงได้ยาก เช่น พื้นที่ชายแดน ป่าต้นน้ำ เขตภูเขาสูง และพื้นที่เงาฝนเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไทยในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยเหลือภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

สำหรับผลการปฏิบัติการฝนหลวงภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ทำให้เกิดฝนในพื้นที่การเกษตร ได้แก่ จ.สุรินทร์ (จอมพระ สนม ท่าตูม โนนนารายณ์ รัตนบุรี) จ.ศรีสะเกษ (ศิลาลาด) จ.ร้อยเอ็ด (พนมไพร โพนทราย หนองฮี)

ภารกิจเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำ ทำให้เกิดฝนในพื้นที่ลุ่มรับน้ำของ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 3 แห่ง